[Fiction-2PM] The Knights of Athens 4/?
posted on 16 Mar 2012 13:01 by write-sara in 2PMFanficChapter 4
ขณะนี้เป็นเวลาตีห้า บรรยากาศรอบด้านตกอยู่ในความเงียบสงัด ประชาชนในเมืองยังคงพากันหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา
มีเพียงเสียงกีบเท้าของม้าศึก 4 ตัวค่อยๆย่ำผ่านไปในความมืด อัศวินทั้ง 4 ออกเดินทางตามหมายกำหนดการเพื่อมุ่งหน้าสู่ดินแดนปีศาจที่มีนามว่าเดมอน
“จุนซู นายรู้มั๊ยว่าต้องใช้เวลาเดินทางกี่วัน” เสียงชวนคุยดังมาจากหัวหน้าอัศวินแทคยอนที่ขี่ม้าขนานคู่มากับชานซองอยู่ด้านหลัง
“ถ้าไปทางปกติก็ราวๆ 7 วัน แต่ถ้าไปทางลัดก็ 4-5 วัน” จุนซูลากเสียงเนือยๆตอบกลับมา
“งั้นเราไปทางลัดก็เร็วกว่าสิ” ชานซองเสนอความเห็นหลังจากเห็นระยะเวลาการเดินทางที่ต่างกัน
“จะเอางั้นเหรอ ความลำบากมันต่างกันนะเพื่อน หรือพวกนายว่าไง” จุนซูเหลียวหลังกลับมาตอบความ พร้อมกับหันไปมองหน้าเพื่อนอีกสองคนอย่างขอความเห็น
“งั้นนายก็ช่วยขยายความหน่อยว่ามันลำบากต่างกันยังไง” เป็นนิชคุณที่ถามย้อนกลับมา
“ถ้าไปทางปกติก็จะเดินทางผ่านไปทางด้านเมืองคาโร เพิร์ล เคเรมอส เมทิส มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านสปริงชายแดนติดกับเดมอน ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางการค้าของพวกพ่อค้า ค่อนข้างจะมีความปลอดภัยสูงถ้าไม่นับพวกโจรกระจอกอ่ะนะ ที่พัก อาหาร น้ำดิ่มมีให้ตลอดระหว่างทาง แต่ถ้าไปทางลัดเราจะต้องตัดผ่านป่าหวงห้าม ที่มีหมู่บ้านของพวกแม่มด คนแคระ เอลฟ์ แล้วก็พวกชนเผ่าเร่ร่อน ที่ชั้นเองก็ไม่รู้เลยว่ามันจะเร่ร่อนมาเจอกับเราเข้าตอนไหน ถ้าโชคดีก็อาจจะแคล้วคลาดกันไป แต่ถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจต้องปะทะฝีมือ แล้วเราไปกันแค่สี่คน ถึงจะผ่านไปได้ แต่ชั้นว่าเราจะเหนื่อยเปล่าน๊า แต่ชั้นเคารพเสียงส่วนใหญ่นะ พวกนายว่าไงชั้นก็ว่างั้นแหละ” คนพูดกวาดตามองไปยังเพื่อนๆทั้งสามเพื่อรอคอยคำตอบ
ทั้งสามคนสบตากันก่อนที่แทคยอนจะเป็นฝ่ายย้อนถามขึ้นมาอีก “แล้วนายว่าทางไหนที่เราอาจจะบังเอิญสวนทางกับเจ้าชายรัชทายาทอะไรนั่น”
“จะบ้าเหรอ ถ้ารู้ชั้นก็ไปเป็นเทพธิดาพยากรณ์แล้วสิวะ” จุนซูค้อนประหลับประเหลือกใส่เพื่อนรักที่ถามอะไรไม่คิด “นั่นก็แล้วแต่ดวงแล้วล่ะ แต่ถ้าให้ชั้นเดา คิดว่าน่าจะมาทางปกตินี่แหละ เพราะไอ้เส้นทางในป่าหวงห้ามนั่นน่ะ น้อยคนนักจะรู้จัก แถมดูท่าเจ้าชายนั่นคงไม่น่าจะเคยย่างเท้าก้าวออกจากเดมอนเลยล่ะมั๊ง น่าจะยึดหลัก Safety First ล่ะนะ”
“ถ้าอย่างงั้น ชั้นว่าเราไปทางปกติกันดีกว่า ว่าไงชานซอง นิชคุณ” แทคยอนพูดสรุปพร้อมกับพยักเพยิดไปทางเพื่อนอีกสองคน ซึ่งทั้งนิชคุณและชานซองก็พยักหน้ารับ
แดดยามสายฉายแสงลงมาส่องประกายระยิบระยับแตะต้องยอดหญ้าริมทาง อัศวินหนุ่มบนหลังม้าทั้งสี่ค่อยเหยาะย่างไปตามเส้นทางมุ่งหน้าสู่เมืองคาโร เมืองที่มีความเจริญในด้านของศิลปะและการแสดง
“ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวเราจะแวะพักหาอะไรกินที่ร้านข้างหน้านั่นก่อนนะ เผื่อจะได้ข่าวอะไรเพิ่มเติมบ้าง” จุนซูหันไปบอกเพื่อนร่วมทางทั้งสามคน
หลังจากเดินทางต่อมาได้อีกพัก ทั้งสี่คนก็พบกับร้านอาหารริมทางขนาดกลางแห่งหนึ่งที่คับคั่งไปด้วยผู้คน ที่ดูแล้วมาจากทั่วทุกสารทิศ มีหลากหลายอาชีพตั้งแต่พ่อค้า นักเวทย์ นักรบ แม้กระทั่งนักบวช ต่างก็นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ในร้านแห่งนี้หลายต่อหลายกลุ่ม เมื่อทั้งสี่ก้าวเข้ามาในร้านก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนในร้านทันที
บริกรหญิงหน้าตาสะสวยหุ่นดีนางหนึ่งฉีกยิ้มหวานทันทีที่เห็นหน้าลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้าร้านมา หล่อนรีบปลีกตัวออกจากโต๊ะของกลุ่มนักรบมาเชื้อเชิญทั้งสี่คนให้เข้าไปนั่งที่มุมด้านหนึ่งของร้าน
“ไม่ทราบว่าพวกท่านจะรับอะไรดีคะ”
จุนซูกวาดตามองไปที่เมนูที่แปะไว้ที่ผนังด้านหนึ่งของร้าน “เอาซี่โครงแกะผัดซอสระเบิด ขาหมูรมควัน ตับห่านผัดเนย ข้าวหกถ้วย กล้วยสามหวี แล้วก็น้ำเปล่า” จุนซูจัดการสั่งอาหารรวดเดียวโดยไม่รอถามความเห็นเพื่อนทั้งสาม
บริกรสาวรีบจดรายการ ก่อนจะโปรยยิ้มหวานให้ก่อนหายเข้าไปหลังร้าน
“ชั้นว่าบรรยากาศมันแปลกๆนะ” ชานซองก้มลงมากระซิบกับเพื่อนๆในโต๊ะหลังจากบริกรสาวเดินออกไป
“เฮ้ย ไอ้หนุ่ม พวกเอ็งมาจากไหนกันวะ หน้าตาไม่คุ้นเลยนี่หว่า ผิวพรรณก็ไม่เหมือนพวกนักพเนจรซะด้วยสิ” ไม่ทันขาดคำของชานซองก็มีเสียงตะโกนออกมาจากโต๊ะของกลุ่มนักรบกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่กลางร้าน
ทั้งสี่คนหันไปมองตามต้นเสียงก่อนที่แทคยอนจะฉีกยิ้มส่งไปให้พร้อมกับตะโกนตอบ “พวกเรามาจากไนล์น่ะพี่ชาย เคยอยู่แต่ในเมือง ไม่เคยออกไปที่ไหนเลย พอดีเพื่อนคนนึงเดินทางไปค้าขายที่เคเรมอสเลยชวนให้ไปเที่ยว พวกเราว่างๆก็เลยว่าจะลองไปเปิดหูเปิดตาดูซักที”
“งั้นหรอกเหรอ แล้วคิดยังไงพวกเอ็งถึงจะมาเดินทางไปเที่ยวตอนนี้วะ” ชายคนเดิมลุกขึ้นจากโต๊ะ ถือแก้วเบียร์เดินมาทางโต๊ะของทั้งสี่คน
“เดินทางช่วงนี้มันเป็นยังไงเหรอพี่ชาย” นิชคุณแสร้งทำหน้าสงสัยเงยขึ้นไปถาม
“โธ่ นี่พวกเอ็งไปมุดหัวอยู่ไหนมา ช่วงนี้มันมีปิศาจออกอาละวาดให้ว่อนไปหมด นี่ก็เพิ่งจะกลับมาสงบได้สองสามวัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกมันจะโผล่หัวออกมาอาละวาดอีก”
“นั่นน่ะสิ แล้วถ้าปีศาจมันออกมาอาละวาดพวกเอ็งจะไปถึงเคเรมอสเร๊อ” เสียงชายอีกคนจากกลุ่มของนักเวทย์ที่นั่งอยู่อีกมุมของร้านดังแทรกขึ้นมา
“โอ้โห มันมีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอพี่ชาย เอายังไงดีล่ะ” จุนซูแสร้งทำหน้าคิดหนัก สบตาเพื่อนๆเหมือนจะขอความเห็น
“ข้าเห็นเอ็งมีดาบกันนี่นา น่าจะพอมีฝีมืออยู่บ้างล่ะม๊าง” เสียงนักรบคนเดิมถามกลับ
“โธ่พี่ชาย พวกข้าก็พกไว้ขู่พอป้องกันตัวจากหมาแมวเท่านั้นแหละ เอาเข้าจริงพวกข้าก็อาศัยความไวหนีไว้ก่อนเท่านั้นแล๊”
แทคยอนหันไปยิ้มแหยๆให้กับคนอื่นๆในร้าน
“ฮ่าๆๆ ข้าว่าแล้ว หน้าตาอ่อนๆอย่างพวกเอ็ง มันต้องไม่มีน้ำยาแน่ๆเลย เอาเถอะ ข้าขอให้พวกเอ็งโชคดีก็แล้วกัน ฮ่าๆๆ” นักรบปล่อยหัวเราะเสียงดัง พาให้คนอื่นในร้านหัวเราะตาม พร้อมกับเอามือตบหลังแทคยอนก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง อัศวินทั้งสี่คนแสร้งทำหน้าคิดหนักให้กับคนในร้านก่อนจะหันมาสบตากัน พอดีกับที่บริกรสาวเอาอาหารมาเสิร์ฟ บทสนทนาจึงจบลง
“เออ ข้าได้ข่าวว่าที่ช่วงนี้พวกปีศาจหายไปเป็นเพราะเจ้าเสนาบดีนั่นเรียกกลับไปให้จัดการกับพวกทหารที่ไม่ยอมภักดีนี่ใช่มะ” นักรบคนเดิมพูดขึ้น ดูท่าว่าจะดื่มไปไม่น้อยเสียงที่เอ่ยออกมาจึงดังคับร้านไปหมด
“เห็นเค้าว่ากันว่าอย่างงั้นนะ” เพื่อนนักรบคนอื่นๆในกลุ่มพากันพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย
“เอ้อ แล้วที่เค้าว่าเจ้าชายรัชทายาทอะไรนั่นหนีออกมาเนี่ย พวกเจ้าว่าจริงมั๊ย” คราวนี้เป็นฝั่งทางโต๊ะของเหล่านักเวทย์เอ่ยแสดงความคิดเห็นขึ้นมาบ้าง
“เห็นมีข่าวแว่วมาว่าโดนจับไปแล้วนี่” พ่อค้าคนนึงตะโกนตอบกลับมา
“เฮ้ย แต่ข้าว่าไม่จริงร๊อก คงจะไปซุกหัวอยู่ที่ไหนซักที่นี่แหละ แหม่ถ้าข้าจับเจ้าชายนั่นได้แล้วเอาไปส่งเจ้าเสนาบดีนั่น พวกเจ้าว่าข้าจะได้รางวัลก้อนใหญ่มั๊ยวะ” นักรบตัวใหญ่คนเดิมหัวเราะร่าเสียงดังลั่นร้าน
“เฮ่ย อย่าว่าไปนะเอ็ง ข้าได้ข่าวว่ามีคนเห็นเจ้าชายอะไรนั่นแถวๆเมืองเพิร์ลเมื่อสี่ห้าวันก่อน ไม่แน่นะพวกเราอาจจะได้เจอก็ได้ ถ้าเจอก็จับกลับไปส่งที่เดมอนดีมั๊ยวะ ฮ่าๆๆ” เพื่อนอีกคนในโต๊ะส่งเสียงสนับสนุน ส่วนคนอื่นๆในร้านก็พากันหัวเราะตามก่อนจะหันกลับเข้าไปสู่วงสนทนาของตัวเอง
ตลอดระยะเวลาที่นั่งในร้านทั้งสี่คนไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากนัก แต่ใช้หูเพื่อเก็บข้อมูลจากเหล่านักเดินทางในร้านแทน เมื่อกินเสร็จก็เรียกบริกรสาวให้มาคิดเงิน และหยิบข้าวของเพื่อที่จะออกเดินทาง เมื่อเห็นว่าคนแปลกหน้าทั้งสี่กำลังจะก้าวออกจากร้าน ขาประจำอย่างนักรบขี้เมาจึงเอ่ยปากร่ำลา “อ้าว ไปแล้วเหรอ ขอให้พวกเอ็งโชคดีแล้วกันนะไอ้หน้าอ่อน ฮ่าๆๆๆ”
ทั้งสี่คนหันมาโค้งให้คนในร้านก่อนจะเดินออกมาขึ้นขี่ม้าเพื่อออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางของคืนนี้คือเมืองคาโร
“จุนซูนายคิดยังไงกับเรื่องที่พวกขี้เมานั่นคุยกันในร้าน” หลังจากควบม้าออกมาห่างจากร้านพอสมควรนิชคุณก็เอ่ยถามขึ้นมา
“ข่าวมันก็ข่าวเหมือนๆกับที่พวกเรารู้ๆกันนั่นแหละ แต่เรื่องที่ว่ามีคนเจอเจ้าชายนั่นแถวเมืองเพิร์ล ถ้าจริง พวกเราก็อาจจะสวนทางกันก็ได้นะ” จุนซูลดความเร็วของม้าลงเพื่อจะได้พูดคุยกันได้สะดวกขึ้น
“แต่ชั้นยังสงสัย ว่าแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าคนไหนคือเจ้าชายรัชทายาท นายเคยเห็นหน้าเหรอ” ชานซองอดไม่ได้ที่จะถามออกมา ซึ่งแทคยอนก็พยักหน้ารับแสดงออกว่าตนเองก็สงสัยในเรื่องนี้เหมือนกัน
จุนซูกลอกตาก่อนจะหันกลับมาตอบเพื่อนด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย “โอ๊ย ชั้นล่ะเซ็งพวกนายจริงๆ นอกจากออกไปตีรันฟันแทงแล้วเคยจำอะไรได้มั๋งมั๊ยเนี่ย”
“????” ชานซองที่ยังคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เพื่อนพูดยังคงมีเครื่องหมายคำถามประดับอยู่บนใบหน้า ไม่ต่างกับแทคยอนที่ก็ทำหน้างงไม่แพ้กัน
“นิชคุณนายอธิบายทีสิ ชั้นเหนื่อยจะพูด” จุนซูโยนกลองให้นิชคุณเป็นคนตอบ ก่อนจะหันกลับไปชื่นชมกับต้นไม้ใบหญ้าริมทาง
“พวกนายเคยสงสัยมั๊ยว่าทำไมพวกเราถึงได้รู้ทุกครั้งที่มีพวกปิศาจออกอาละวาด ต่อให้ไม่มีคนมารายงานแต่เราก็จะรู้ว่าพวกปิศาจอยู่ตรงไหน” นิชคุณเอ่ยขึ้นเรียบๆ
“ก็พวกเราสัมผัสได้ถึงไอปีศาจไง” แทคยอนตอบกลับไป
“นั่นแหละ มันเป็นพลังพิเศษที่พวกเรามี พลังนี้อาจจะไม่ได้ถึงกับมีสัมผัสพิเศษอะไรมากมาย แต่มันจะรู้สึกได้เวลาที่พวกปิศาจมาเข้าใกล้ แล้วถ้ายิ่งเป็นถึงเจ้าชายรัชทายาทของเมืองปีศาจแล้วล่ะก็ ชั้นมั่นใจว่าไอปีศาจจะยิ่งมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว” พออธิบายมาถึงตรงนี้ทั้งแทคยอนและชานซองก็ถึงกับร้องอ๋อ เพราะว่าลืมคิดในข้อนี้ไปสนิทใจ
“จริงด้วยสิ ชั้นลืมคิดข้อนี้ไปเลย เพราะช่วงหลังไอปีศาจในเมืองมันมีเยอะซะจนไม่ว่าใครก็รู้สึกได้แม้แต่คนธรรมดาก็เหอะ ฮ่าๆ” แทคยอนเอ่ยออกมาพร้อมกับหัวเราะในความหลงลืมของตัวเอง
“อืม จริงด้วยสินะ แต่เอ๊ะ ถ้าไอปีศาจรุนแรงขนาดนั้น แล้วทำไมพวกปีศาจด้วยกันมันถึงหาเจ้าชายนั่นไม่เจอล่ะ”
“ก็เหมือนที่พวกเราไม่รู้สึกถึงไอเทพของพวกเรากันเอง แม้ว่ามันจะรุนแรงแค่ไหนก็ตามไง” จุนซูที่เงียบอยู่พักนึงอดไม่ได้ที่จะหันมาตอบคำถามของชานซอง
“ตอนนี้เราอยู่ชายแดนเมืองคาโรแล้ว นู่นกำแพงเมือง คืนนี้พวกเราจะนอนกันที่นี่แหละ” จุนซูชี้ให้เพื่อนมองดูกำแพงเมืองขนาดใหญ่ที่ประดับประดาด้วยหินอ่อนสีขาว พร้อมซุ้มประตูสลักที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
“งั้นรีบไปกันเหอะ ชั้นหิวแล้วก็อยากนอนจะแย่แล้ว” พูดจบแทคยอนก็กระทุ้งสีข้างม้าให้ควบเร็วขึ้นนำหน้าเพื่อนๆออกไปก่อน
“เฮ๊อะ!!” นิชคุณส่งค้อนตามหลังอย่างหมั่นไส้ก่อนจะกระทุ้งสีข้างม้าของตัวเองเร่งความเร็วขึ้นไปบ้าง เห็นดังนั้นทั้งชานซองและจุนซูก็ควบม้าของตัวเองตามเพื่อนทั้งสองไปติดๆ
เมื่อถึงหน้าประตูเมือง ทั้งสี่คนก็หยุดเพื่อลงจากหลังม้า
“โอ้โห สวยแล้วก็ใหญ่โตกว่าเอเธนส์เยอะเลยนะเนี่ย” ชานซองหยุดเหลียวมองรอบตัว ดวงตาโตส่งประกายระยิบตื่นเต้นกับความใหญ่โตและความเจริญของเมืองที่เพิ่งเคยมาเยือนครั้งแรก
“นั่นสิ สมแล้วที่เป็นเมืองแห่งศิลปะและการแสดง” นิชคุณเองที่เงียบมาตลอดก็ยังอดชื่นชมไปด้วยไม่ได้ “ว่าแต่คืนนี้เราจะพักที่ไหนกันเหรอ”
“อยู่ทางนู้น ตึกสีขาวนั่นไง เอาของไปเก็บที่ที่พักกันก่อนเถอะ” จุนซูชี้มือไปทางเนินเล็กๆแห่งหนึ่งในเมือง ที่พอมองไปจะเห็นตึกสามชั้นสีขาวตั้งอยู่ ซึ่งนั่นคือจุดหมายปลายทางของพวกเขาสำหรับวันนี้ ทั้งสี่คนจับจูงม้าของตัวเองมุ่งหน้าไปทางโรงแรมที่จุนซูชี้ให้ดูเมื่อครู่
“ขอห้องพักสองห้องครับ” หลังผูกม้าไว้เรียบร้อย จุนซูก็เข้าไปติดต่อเรื่องห้องพักด้านในทันที
โรงแรมแห่งนี้พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ด้านล่างเป็นร้านอาหารกึ่งร้านเหล้าที่มีลูกค้าแน่นขนัด โต๊ะทุกโต๊ะเต็มเกือบหมด ผู้คนมากหน้าหลายตาต่างพูดคุยส่งเสียงเซ็งแซ่แข่งกัน
“เชิญพวกนายท่านด้านนี้เลยขอรับ” พนักงานโรงแรมหยิบกุญแจก่อนเดินนำทั้งสี่คนขึ้นไปที่ชั้นสามของตัวอาคาร โรงแรมแห่งนี้แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นหนึ่งเป็นร้านอาหาร ส่วนชั้นสองและสามเปิดเป็นห้องพัก พนักงานเดินนำทั้งสี่มาถึงหน้าห้องพักสองห้องที่อยู่ติดกัน ทั้งสี่คนต่างแยกย้ายเข้าห้อง โดยนิชคุณพักกับจุนซู และชานซองพักกับแทคยอน
ก๊อกๆๆ
“จุนซู นิชคุณ ไปกินข้าวกันเหอะ ชั้นหิวแล้ว” หลังอาบน้ำเสร็จ แทคยอนกับชานซองก็เดินมาเคาะประตูห้องของอีกสองคนเพื่อชวนลงไปหาอะไรกินที่ร้านด้านล่าง ประตูห้องเปิดออกพร้อมกับที่นิชคุณและจุนซูเดินออกมาจากห้องด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่หลังจากตรากตรำกันมาแล้วทั้งวัน
ทั้งสี่คนเดินลงมาที่ชั้นหนึ่งของโรงแรม พอดีเห็นว่ามีโต๊ะว่างอยู่ที่มุมหนึ่งของร้าน ทั้งสี่จึงเข้าไปนั่งจับจองก่อนจะสั่งอาหารและเครื่องดื่มมากินกัน “โชคดีจังที่มีโต๊ะว่าง ไม่งั้นต้องออกไปหากินข้างนอกอีกไม่ไหวล่ะ” แทคยอนพูดพร้อมกับตักอาหารใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย
แก๊งๆๆ
อยู่ๆก็มีเสียงสั่นกระดิ่งดังขึ้นที่ด้านหน้าของเวที ดึงความสนใจของคนในร้านให้ไปรวมกันอยู่ที่ผู้ชายคนนึงที่ก้าวขึ้นมาบนเวที พอเห็นหน้าคนที่เดินขึ้นมา ลูกค้าในร้านที่ดูท่าจะเป็นขาประจำก็ส่งเสียงเป่าปากเกรียวกราว เหมือนจะรู้ว่ากำลังจะมีรายการอะไรดีๆเกิดขึ้น
“เอาล่ะ เอาล่ะ สวัสดีนายท่านทุกท่าน วันนี้เรากลับมาพบกันอีกแล้วนะขอรับ ข้าน้อยรู้ว่านายท่านทั้งหลายกำลังรอคอยว่าการแสดงในคืนนี้ ว่าจะมีอะไรพิเศษบ้างใช่มั๊ยขอรับ” หลังพูดจบ ก็มีเสียงโห่ฮาดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศในห้องอาหาร
“แน่นอนขอรับ ทางร้านของเราจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง วันนี้เราจะมีโชว์ชุดพิเศษให้ทุกท่านได้ชม และเช่นเคยหลังการแสดงจบเราจะเปิดประมูลทันที” สิ้นคำ เสียงในห้องอาหารยิ่งดังขึ้นเป็นทวีคูณ มีทั้งเสียงเป่าปาก เสียงเคาะโต๊ะ และเสียงหัวเราะชอบใจ
“ประมูลอะไร” ชานซองหันไปมองหน้าจุนซู ซึ่งอีกฝ่ายได้แต่ยักไหล่ เพราะเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้เหมือนกัน (แหมมันก็ต้องมีเรื่องที่คิมจุนซูไม่รู้บ้างนั่นแหละน่า) “รอดูไปก่อนแล้วกัน”
“เฮ้ พวกนายรู้สึกรึป่าว” นิชคุณสะกิดเพื่อนๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบด้วยเสียงอันเบา “ชั้นรู้สึกถึงไอปีศาจรุนแรงเลยแหละ” หลังนิชคุณพูดจบอีกสามคนที่เหลือจึงเริ่มสังเกต และพบว่าตอนนี้ในร้านมีไอปีศาจปริมาณหนาแน่นรวมตัวกันอยู่จริงๆ ทั้งสามคนเริ่มระแวดระวังมากขึ้นและเหลียวหาที่มาของไอปีศาจที่เกิดขึ้น
“เอาล่ะครับ ขอเชิญพบกับการแสดงของเราได้ ณ บัดนี้” หลังสิ้นเสียงประกาศ บนเวทีก็ปรากฎร่างของหนุ่มน้อยคนหนึ่ง ขึ้นมาวาดลวดลายการแสดง ที่เรียกเสียงฮือจากคนทั้งร้าน ไม่เพียงความสามารถในการแสดงแต่ยังรวมถึงหน้าตาที่ดูจิ้มลิ้มน่ารักนั่นอีกด้วย และไม่ใช่เพียงคนอื่นๆในร้าน แต่เด็กหนุ่มบนเวทียังดึงความสนใจจากอัศวินทั้งสี่ได้อีกด้วย
“เด็กคนนั้น” ชานซองจ้องเขม็งไปบนเวที ก่อนจะหันกลับมาสบตากับเพื่อนๆที่เหลือ ซึ่งนาทีนี้ทั้งสี่คนคิดเหมือนกัน เด็กบนเวทีนั่นมีกลิ่นไอปีศาจที่รุนแรงแผ่ออกมา ความจริงข้อแรก เด็กหนุ่มคนนั้นต้องเป็นปีศาจ และที่สำคัญต้องไม่ใช่แค่ปีศาจแน่ๆ
หลังการแสดงจบลง พิธีกรคนเดิมก็เดินขึ้นมาบนเวทีอีกครั้ง ก่อนจะเคาะระฆังขึ้นอีกครั้ง
“เอาล่ะครับ แล้วก็มาถึงนาทีที่ทุกท่านรอคอย” พิธีกรหัวล้านเว้นจังหวะให้คนในร้านได้ปล่อยเสียงโห่ฮาจนพอใจก่อนจะพูดต่อ “วันนี้ถ้าใครอยากได้หนุ่มน้อยหน้าใสคนนี้ไปอยู่เป็นเพื่อนท่านล่ะก็ ประมูลขึ้นมาได้เลย”
“สามพันคราวน์” เสียงแรกดังขึ้นมาจากโต๊ะที่อยู่หน้าสุดติดเวที
“ห้าพันคราวน์”
“แปดพันคราวน์”
“เอาล่ะครับ มีใครให้สูงกว่านี้มั๊ย กระผมนับแล้วนะขอรับ หนึ่ง สอง...”
“หยุดนะ!!” ก่อนที่พิธีกรห้วล้านจะนับถึงสามก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากด้านหน้าของร้าน ที่เรียกให้ทุกสายตาหันกลับไปมองเป็นตาเดียวกัน เด็กหนุ่มแก้มป่อง ผมสีเทา นัยน์ตาเล็ก ที่ตะโกนขึ้นเมื่อครู่ วิ่งขึ้นไปบนเวที พยายามฉุดกระชากอีกคนลงจากเวทีให้ได้
“นายน้อยทำอะไรแบบนี้ ไปกับผมเดี๋ยวนี้เลยนะ”
“ปล่อยชั้นสิ อูยอง ชั้นแค่อยากช่วยนายหาค่าเดินทาง ชั้นไม่อยากเป็นภาระของนายนี่นา ปล่อยชั้น”
“เฮ้ ไอ้หนู จะมาชุบมือเปิบแบบนี้ไม่ได้นะ ชั้นชนะประมูล คืนนี้เด็กคนนี้ต้องเป็นของชั้น” ชายหนุ่มหน้าบากขนาดตัวใหญ่กว่าเด็กหนุ่มผมเทาซักสองเท่าลุกขึ้นยืนขวางไว้
“ถอยไปนะ คนอย่างพวกเจ้าไม่มีสิทธิมาแตะต้องนายน้อยของข้าแม้แต่ปลายเล็บ” แม้อีกฝ่ายจะตัวใหญ่กว่า แต่เด็กหนุ่มผมเทาก็หาได้มีท่าทางเกรงกลัวไม่
“อ้าว พูดอย่างงี๊ อยากมีเรื่องเหรอไอ้หนู ได้ ข้าจะจัดให้” ชายหนุ่มหน้าบากหันไปคว้าดาบที่วางอยู่บนโต๊ะ
ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเสียก่อน “หนึ่งหมื่นคราวน์!!! หนึ่ง สอง สาม ข้าชนะประมูล เด็กนั่นเป็นของข้า”
ชานซองลุกขึ้นจากโต๊ะที่นั่งอยู่เดินเอาถุงเงินไปยัดใส่มือของพิธีกร พร้อมกับอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังตกใจเดินไปจูงมือเด็กที่ถูกเรียกว่านายน้อย และเด็กหนุ่มผมเทานั่นให้เดินตามออกมา หลังชานซองเดินหายขึ้นไปทางด้านบนของโรงแรม อีกสามคนที่เหลือก็รีบวางเงินค่าอาหารไว้ก่อนจะรีบตามขึ้นไป
“งั้นวันนี้ปิดประมูลเพียงเท่านี้ขอรับ” พิธีกรหัวล้านเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกล่าวปิดรายการก่อนจะเผ่นหายไปหลังเวทีเพราะกลัวคมมีดวาววับของเจ้าหน้าบากเมื่อครู่
Talk : หวัดดีจ๊า หายไปนาน เข็นออกมาได้ซะทีเน๊อะ อิอิ
ในที่สุดก็เข็นคู่ทวินออกมาได้แล้ว รอกันอยู่ล่ะสิ รู้นะ คิคิ
ตอนสี่ออกมาแล้ว และตอนห้ารอไม่นาน เพราะอีกห้านาที ไรท์เตอร์จะอัพต่อกันให้เลยจ๊า ฮ่าๆๆ
คอมเม้นท์กันเต็มที่เลยนะคะ ชอบอ่านๆทุกคอมเม้นท์เลยนะขอบอกกกกก ^^