[SF-KhunWoo] - TEARDROP IN SUNLIGHT (2/3)

posted on 06 Mar 2013 16:40 by write-sara in 2PMFanfic

Title : TEARDROP IN SUNLIGHT

Rating : G

Author : Banana-Sherbet

 

Chapter 2


ใครๆก็บอกว่าพระอาทิตย์นั้นส่องแสงอันอบอุ่นและทำให้โลกนี้ยังดำรงอยู่ได้  แต่สำหรับผมแล้วพระอาทิตย์ดวงนี้ทั้งทำให้ผมร้อนจนจะแหลกสลายและเหน็บหนาวจนแทบจะแข็งตายได้ในเวลาเดียวกัน หรือว่าผมจะอาศัยอยู่ในจุดดับบนดวงอาทิตย์กันนะ

 

แอ๊ด.....  กริ๊ก !!


เสียงประตูเปิดและปิดที่ดังขึ้นกลางดึก ทำให้ผมสะดุ้งตื่น ผมคลำหยิบโทรศัพท์บนหัวเตียงขึ้นมาดูเวลา  เที่ยงคืนกว่าแล้ว พี่คุณเพิ่งกลับสินะ  ผมชินเสียแล้วกับการที่พี่คุณทำงานจนดึกดื่น พี่คุณไม่เคยกลับบ้านก่อนสี่ทุ่ม อันที่จริงวันนี้ผมก็ไม่ได้คาดหวังอะไรเป็นพิเศษ ความหวังเล็กๆของผมคือขอแค่พี่คุณยังพอจะจำได้บ้างว่าวันนี้เป็นวันอะไร แต่ก็นั่นแหละ นี่มันเลยเที่ยงคืนแล้ว มันผ่านไปแล้ว มันก็แค่วันวันนึงบนหน้าปฎิทิน ผมเหยียดยิ้มให้ตัวเองในความมืด หยัดตัวลุกขึ้นนั่งและเดินไปเปิดประตูห้องนอนออกไปด้านนอก


“พี่คุณกินอะไรมารึยังครับ”  ผมเอ่ยถามออกไปเมื่อเห็นว่าอีกคนกำลังเปิดตู้เย็นเพื่อมองหาของกิน


“ยังไม่นอนเหรอ”  พี่คุณละสายตาจากตู้เย็นหันกลับมามองผม สายตาที่ดูช่างว่างเปล่าเหลือเกิน


“นอนแล้วครับ แต่ได้ยินเสียงพี่คุณกลับ  เลยมาดู เผื่อพี่จะหิว”


“เดี๋ยวพี่กินนมแก้วนี้แล้วก็จะไปอาบน้ำนอนแล้วล่ะ นายไปนอนเถอะ” พูดจบก็หันกลับไปหยิบขวดนมออกมาเทใส่แก้ว โดยไม่ได้สนใจผมอีก ผมทำได้เพียงหันหลังเดินเข้าห้องนอนอันมืดมิดและซุกตัวเองอยู่ใต้ผ้าห่มเงียบๆเหมือนเดิม


เสียงประตูห้องนอนเปิดและปิด ผมนอนฟังเสียงพี่คุณเดินไปมาเบาๆในห้องเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ หลังจากนั้นไม่นานที่นอนตรงข้างๆผมก็ยวบลงให้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเตรียมตัวจะเข้าสู่เวลาแห่งการพักผ่อน ผมได้แต่นอนอยู่นิ่งๆแสร้งทำเป็นว่าผมหลับไปแล้ว

 

หลังจากล้มตัวลงนอนไม่นานนักลมหายใจของคนข้างๆผมก็เป็นจังหวะเข้าออกสม่ำเสมอ ผมลืมตาขึ้นท่ามกลางความมืด ลองโบกมือไปมาตรงหน้าอีกฝ่ายเพื่อดูว่าเขาหลับสนิทไปแล้วหรือยัง นี่เป็นช่วงเวลาเดียวที่ผมรู้สึกว่าคนตรงหน้านี้เป็นของผม นี่เป็นเพียงช่วงเวลาเดียวที่ผมรู้สึกว่าผมยังจับต้องเขาได้โดยไม่หลอมละลายไปเสียก่อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ของผมกำลังหลับใหล ผมค่อยๆก้มลงไปประกบริมฝีปากกับอีกคนเพียงแผ่วเบา เบาจนเหมือนผมเป็นเพียงแค่ปลายขนนกที่พัดผ่านมาเท่านั้น


บางครั้งผมก็รู้สึกว่าตัวเองเหมือนคนบ้าที่ลุกขึ้นมากลางดึกเพียงเพื่อนั่งมองหน้าคนที่อยู่ร่วมบ้านเดียวกัน คนที่ผมเห็นหน้าเขาทุกวันทั้งก่อนหลับและหลังตื่น แต่ไม่ว่าจะอยู่ใกล้กันแค่ไหน ผมกลับไม่เคยสามารถมองหน้าเขาได้ตรงๆเลยสักครั้งในยามที่อีกฝ่ายลืมตา  ผมไม่กล้าหาญพอที่จะมองสบตากับพระอาทิตย์ดวงนั้นโดยตรงได้เลย


ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยถามว่าเพราะอะไรเขาถึงเดินเข้ามาหาผมในวันนั้น ผมไม่เคยถามว่าทำไมเขาถึงเอ่ยปากออกมาง่ายๆให้ผมเป็นแฟนกับเขา ผมไม่เคยถามว่าเขาเคยรักผมบ้างหรือเปล่า ผมไม่เคยถามหรืออันที่จริงแล้วผมไม่กล้าถามเพราะผมกลัวคำตอบของคำถามเหล่านั้นมากกว่า ผมเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่าผมอยู่ที่นี่ อยู่ตรงนี้ในฐานะอะไร ถึงเขาจะบอกกับผมในวันนั้นว่าเราเป็นแฟนกัน แต่สิ่งที่ปฏิบัติต่อกัน ผมไม่ต่างอะไรจากคนแปลกหน้าที่บังเอิญมาอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน


เราสองคนนอนเตียงเดียวกัน แต่กลับเหมือนอยู่ห่างกันคนละมุมห้อง เราไม่เคยกอดกัน ไม่เคยบอกรัก คำพูดที่เราพูดกันเป็นเพียงประโยคทักทายในยามเช้าและก่อนนอนเพียงไม่กี่ประโยค เพราะอีกคนแทบจะไม่เคยอยู่บ้านไม่ว่าจะในวันทำงานหรือแม้กระทั่งวันหยุด ผมไม่เคยถามว่าวันหยุดเขาไปทำอะไรอยู่ที่ไหน เราไม่เคยใช้เวลาร่วมกันเหมือนคู่รักคนอื่นๆ สิ่งเดียวที่เราพอจะมีโอกาสทำร่วมกันบ้างคือการกินข้าวเช้า ซึ่งมันก็น้อยเหลือเกิน หลายครั้งที่ผมอยากจะตัดใจและเดินจากไปให้ไกล แต่ในซอกเล็กๆของความรู้สึกผมก็อดหวังไม่ได้ว่าวันหนึ่งเขาจะมองเห็นผมบ้าง วันหนึ่งข้างหน้าเขาอาจจะลืมใครอีกคน และรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของผม


ในวันที่ขาบอกให้เราเป็นแฟนกัน วันที่เขาชวนให้ผมย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน หัวใจของผมลิงโลดยินดี มันเป็นเหมือนกับของขวัญชิ้นใหญ่ที่พระเจ้าประทานให้กับสะเก็ดดาวดวงเล็กๆอย่างผม แต่พระเจ้าครับ ทำไมท่านไม่เตือนผมก่อนว่า หากผมเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากกว่าที่ควรผมจะต้องเจ็บปวดและอ้างว้างขนาดนี้


ช่วงแรกๆที่ย้ายเข้ามาผมพยายามดูแลเอาใจใส่ และปฏิบัติต่อเขาเหมือนที่คนรักกันพึงกระทำ แต่แล้วในที่สุดผมก็ได้รู้ว่า ผมเข้ามาอยู่ที่นี่ในฐานะแฟนที่ไม่มีตัวตนก็เท่านั้น ผมเคยจะจัดเนคไทให้ตอนที่เห็นว่าเนคไทของเขาเบี้ยว แต่เขาก็ขยับตัวออกแล้วจัดเนคไทด้วยตัวเอง เมื่อผมเอื้อมมือไปจับมือเขาไว้ในตอนเย็นที่เขากลับมาถึงบ้าน อีกฝ่ายก็ดึงมือตัวเองออก แม้กระทั่งเมื่อเรานอนเตียงเดียวกันผมอยากจะกอดเขาบ้าง แต่เขาก็จะเขยิบออกห่าง มันไม่ใช่แค่ครั้งเดียวแต่เป็นแบบนี้ทุกครั้ง แม้เขาจะไม่เคยออกปากพูดอะไรให้ผมรู้สึกแย่ แต่การที่เขาเงียบงันและเมินเฉยมันก็ไม่ต่างอะไรกับการเอ่ยปากพูดปฎิเสธออกมา ตั้งแต่นั้นมาผมจะระวังทุกครั้งไม่ให้เราใกล้กันมากเกินกว่าความจำเป็น ถึงเขาจะไม่รักผมแต่ผมก็ไม่ยังอยากให้เขารังเกียจ

 


ผมนอนคิดอะไรเรื่อยเปื่อยจนเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้  จนกระทั่งเสียงนาฬิกาปลุกดังกระทบโสตประสาทปลุกให้ผมตื่นขึ้นในตอนเช้า  เช้านี้ก็ยังคงเป็นเหมือนทุกๆวัน ผมลุกขึ้นไปเตรียมอาหารเช้าที่ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเคยคิดอยากจะกินบ้างไหม แต่ผมก็ยังคงทำแบบนี้ซ้ำๆ  เกือบๆเจ็ดโมงเช้าประตูห้องนอนก็เปิดออกพร้อมๆกับร่างของใครอีกคนที่กำลังจะออกไปทำงาน


“พี่คุณ ทานอาหารเช้าก่อนนะครับ” ผมตัดสินใจออกปากเรียกก่อนที่อีกคนจะก้าวขาออกไป พี่คุณหยุดยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูก่อนจะเดินตรงมานั่งที่โต๊ะอาหาร ผมยกจานอาหารเช้ามาวางให้ พร้อมกาแฟดำแบบที่อีกคนชอบดื่ม


“เอ่อ วันนี้พี่คุณจะกลับดึกหรือเปล่าครับ”


“ไม่รู้เหมือนกัน มีอะไรหรือเปล่า”


“เอ่อ..ผม...ผมมีเรื่องอยากจะคุยกับพี่คุณหน่อยน่ะครับ”


“เรื่องอะไรล่ะ ถ้าไงพูดมาเลยก็ได้นะ มีเวลาอีกนิดหน่อย”


“มะ ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพี่คุณไปทำงานสาย ถ้าคืนนี้พี่คุณกลับไม่ดึกเราค่อยคุยกันก็ได้ครับ”


“ถ้างั้นก็ตามใจ  อ้อ ถ้าดึกก็ไม่ต้องรอนะ นอนไปก่อนได้เลย พี่ไปทำงานล่ะ ” พูดจบเจ้าตัวก็ลุกออกไปทำงานโดยไม่ได้รอฟังคำตอบรับจากอีกคนในห้องแม้แต่น้อย


หลังจากพี่คุณออกไปทำงาน ผมนั่งทบทวนความคิดและเรื่องราวตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ยิ่งคิดผมก็ยิ่งพบว่าตัวเองช่างเป็นคนที่น่าสมเพชเสียเหลือเกิน ผมยอมโดนแผดเผาเพียงเพื่อหวังว่าวันหนึ่งพระอาทิตย์ของผมจะมองเห็นผมบ้าง บางทีการโคจรอยู่รอบๆเพื่อมองดูดวงอาทิตย์จากที่ไกลๆ อาจจะมีความสุขมากกว่าการที่ต้องมาอยู่ในจุดดับบนดวงอาทิตย์ที่ทั้งมืดมิดและเหน็บหนาวก็เป็นได้


ผมว่าผมคงไม่มีเรื่องต้องคุยกับพี่คุณอีกแล้วล่ะครับ

 


 

 

 

TBC.

 


 

 

 

writer talk : ตอนนี้สั๊นสั้นเน๊อะ จริงๆ ตอนก่อนหน้าก็สั้น ฮ่าๆ

เวลาเขียนรู้สึกว่านานจัง แต่พอเีขียนเสร็จทำไมได้น้อยจัง Orz

ยังไม่รู้ว่าจะให้เรื่องของสองคนนี้ลงเอยยังไง แต่ตอนหน้าคงให้จบแล้วล่ะ จบดีกว่าเน๊อะ ฮี่ๆ

แนะนำ ติชมกันได้นะคะ ยินดีน้อมรับไปปรับปรุงค่ะ ^^

Comment

Comment:

Tweet

ทำไมดวงอาทิตย์ใจร้ายแบบนี้อ่าาาา
สงสารดาวดวงน้อยๆ  ดวงนี้จังเลย  เห้ออออ
ดาวจ๋าาา...เดินออกมาเหอะนะ  เจ็บปวดเปล่าๆ
ให้ดวงอาทิตย์ได้เห็นความสำคัญของเราบ้างเถอะ
ทำไมมันเศร้าแบบนี้อ่าา  

#2 By kw on 2013-07-09 02:43

หนีไปให้ไกลๆ ถ้าดวงอาทิตย์ทำให้เหน็บหนาวได้ขนาดนั้น ออกไปจากที่ตรงนั้นเถอะ
อิน น้ำตาจะไหล
มาต่อเร็วๆนะคะ อิอิ

#1 By tannamnaja on 2013-03-06 16:59