[Fiction-2PM] The Knights of Athens 4/?

posted on 16 Mar 2012 13:01 by write-sara in 2PMFanfic

Chapter 4

 

 

 

ขณะนี้เป็นเวลาตีห้า บรรยากาศรอบด้านตกอยู่ในความเงียบสงัด ประชาชนในเมืองยังคงพากันหลับใหลอยู่ในห้วงนิทรา
มีเพียงเสียงกีบเท้าของม้าศึก 4 ตัวค่อยๆย่ำผ่านไปในความมืด  อัศวินทั้ง 4 ออกเดินทางตามหมายกำหนดการเพื่อมุ่งหน้าสู่ดินแดนปีศาจที่มีนามว่าเดมอน

“จุนซู นายรู้มั๊ยว่าต้องใช้เวลาเดินทางกี่วัน” เสียงชวนคุยดังมาจากหัวหน้าอัศวินแทคยอนที่ขี่ม้าขนานคู่มากับชานซองอยู่ด้านหลัง

“ถ้าไปทางปกติก็ราวๆ 7 วัน แต่ถ้าไปทางลัดก็ 4-5 วัน”  จุนซูลากเสียงเนือยๆตอบกลับมา

“งั้นเราไปทางลัดก็เร็วกว่าสิ”  ชานซองเสนอความเห็นหลังจากเห็นระยะเวลาการเดินทางที่ต่างกัน

“จะเอางั้นเหรอ ความลำบากมันต่างกันนะเพื่อน หรือพวกนายว่าไง” จุนซูเหลียวหลังกลับมาตอบความ พร้อมกับหันไปมองหน้าเพื่อนอีกสองคนอย่างขอความเห็น

“งั้นนายก็ช่วยขยายความหน่อยว่ามันลำบากต่างกันยังไง” เป็นนิชคุณที่ถามย้อนกลับมา

“ถ้าไปทางปกติก็จะเดินทางผ่านไปทางด้านเมืองคาโร เพิร์ล เคเรมอส เมทิส มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านสปริงชายแดนติดกับเดมอน ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางการค้าของพวกพ่อค้า ค่อนข้างจะมีความปลอดภัยสูงถ้าไม่นับพวกโจรกระจอกอ่ะนะ ที่พัก อาหาร น้ำดิ่มมีให้ตลอดระหว่างทาง แต่ถ้าไปทางลัดเราจะต้องตัดผ่านป่าหวงห้าม ที่มีหมู่บ้านของพวกแม่มด คนแคระ เอลฟ์ แล้วก็พวกชนเผ่าเร่ร่อน ที่ชั้นเองก็ไม่รู้เลยว่ามันจะเร่ร่อนมาเจอกับเราเข้าตอนไหน ถ้าโชคดีก็อาจจะแคล้วคลาดกันไป แต่ถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจต้องปะทะฝีมือ แล้วเราไปกันแค่สี่คน ถึงจะผ่านไปได้ แต่ชั้นว่าเราจะเหนื่อยเปล่าน๊า แต่ชั้นเคารพเสียงส่วนใหญ่นะ พวกนายว่าไงชั้นก็ว่างั้นแหละ”  คนพูดกวาดตามองไปยังเพื่อนๆทั้งสามเพื่อรอคอยคำตอบ

ทั้งสามคนสบตากันก่อนที่แทคยอนจะเป็นฝ่ายย้อนถามขึ้นมาอีก “แล้วนายว่าทางไหนที่เราอาจจะบังเอิญสวนทางกับเจ้าชายรัชทายาทอะไรนั่น”

“จะบ้าเหรอ ถ้ารู้ชั้นก็ไปเป็นเทพธิดาพยากรณ์แล้วสิวะ” จุนซูค้อนประหลับประเหลือกใส่เพื่อนรักที่ถามอะไรไม่คิด “นั่นก็แล้วแต่ดวงแล้วล่ะ แต่ถ้าให้ชั้นเดา คิดว่าน่าจะมาทางปกตินี่แหละ เพราะไอ้เส้นทางในป่าหวงห้ามนั่นน่ะ น้อยคนนักจะรู้จัก แถมดูท่าเจ้าชายนั่นคงไม่น่าจะเคยย่างเท้าก้าวออกจากเดมอนเลยล่ะมั๊ง น่าจะยึดหลัก Safety First ล่ะนะ”

 “ถ้าอย่างงั้น ชั้นว่าเราไปทางปกติกันดีกว่า ว่าไงชานซอง นิชคุณ” แทคยอนพูดสรุปพร้อมกับพยักเพยิดไปทางเพื่อนอีกสองคน ซึ่งทั้งนิชคุณและชานซองก็พยักหน้ารับ

 

 

แดดยามสายฉายแสงลงมาส่องประกายระยิบระยับแตะต้องยอดหญ้าริมทาง อัศวินหนุ่มบนหลังม้าทั้งสี่ค่อยเหยาะย่างไปตามเส้นทางมุ่งหน้าสู่เมืองคาโร เมืองที่มีความเจริญในด้านของศิลปะและการแสดง

“ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวเราจะแวะพักหาอะไรกินที่ร้านข้างหน้านั่นก่อนนะ เผื่อจะได้ข่าวอะไรเพิ่มเติมบ้าง” จุนซูหันไปบอกเพื่อนร่วมทางทั้งสามคน

หลังจากเดินทางต่อมาได้อีกพัก ทั้งสี่คนก็พบกับร้านอาหารริมทางขนาดกลางแห่งหนึ่งที่คับคั่งไปด้วยผู้คน ที่ดูแล้วมาจากทั่วทุกสารทิศ มีหลากหลายอาชีพตั้งแต่พ่อค้า นักเวทย์ นักรบ แม้กระทั่งนักบวช ต่างก็นั่งจับกลุ่มคุยกันอยู่ในร้านแห่งนี้หลายต่อหลายกลุ่ม เมื่อทั้งสี่ก้าวเข้ามาในร้านก็ตกเป็นเป้าสายตาของคนในร้านทันที

บริกรหญิงหน้าตาสะสวยหุ่นดีนางหนึ่งฉีกยิ้มหวานทันทีที่เห็นหน้าลูกค้าที่เพิ่งเดินเข้าร้านมา หล่อนรีบปลีกตัวออกจากโต๊ะของกลุ่มนักรบมาเชื้อเชิญทั้งสี่คนให้เข้าไปนั่งที่มุมด้านหนึ่งของร้าน

“ไม่ทราบว่าพวกท่านจะรับอะไรดีคะ”

จุนซูกวาดตามองไปที่เมนูที่แปะไว้ที่ผนังด้านหนึ่งของร้าน “เอาซี่โครงแกะผัดซอสระเบิด  ขาหมูรมควัน  ตับห่านผัดเนย ข้าวหกถ้วย กล้วยสามหวี แล้วก็น้ำเปล่า”  จุนซูจัดการสั่งอาหารรวดเดียวโดยไม่รอถามความเห็นเพื่อนทั้งสาม

บริกรสาวรีบจดรายการ ก่อนจะโปรยยิ้มหวานให้ก่อนหายเข้าไปหลังร้าน

“ชั้นว่าบรรยากาศมันแปลกๆนะ” ชานซองก้มลงมากระซิบกับเพื่อนๆในโต๊ะหลังจากบริกรสาวเดินออกไป

“เฮ้ย ไอ้หนุ่ม พวกเอ็งมาจากไหนกันวะ หน้าตาไม่คุ้นเลยนี่หว่า ผิวพรรณก็ไม่เหมือนพวกนักพเนจรซะด้วยสิ” ไม่ทันขาดคำของชานซองก็มีเสียงตะโกนออกมาจากโต๊ะของกลุ่มนักรบกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่กลางร้าน

ทั้งสี่คนหันไปมองตามต้นเสียงก่อนที่แทคยอนจะฉีกยิ้มส่งไปให้พร้อมกับตะโกนตอบ “พวกเรามาจากไนล์น่ะพี่ชาย เคยอยู่แต่ในเมือง ไม่เคยออกไปที่ไหนเลย พอดีเพื่อนคนนึงเดินทางไปค้าขายที่เคเรมอสเลยชวนให้ไปเที่ยว พวกเราว่างๆก็เลยว่าจะลองไปเปิดหูเปิดตาดูซักที”

“งั้นหรอกเหรอ แล้วคิดยังไงพวกเอ็งถึงจะมาเดินทางไปเที่ยวตอนนี้วะ” ชายคนเดิมลุกขึ้นจากโต๊ะ ถือแก้วเบียร์เดินมาทางโต๊ะของทั้งสี่คน

“เดินทางช่วงนี้มันเป็นยังไงเหรอพี่ชาย” นิชคุณแสร้งทำหน้าสงสัยเงยขึ้นไปถาม

“โธ่ นี่พวกเอ็งไปมุดหัวอยู่ไหนมา ช่วงนี้มันมีปิศาจออกอาละวาดให้ว่อนไปหมด นี่ก็เพิ่งจะกลับมาสงบได้สองสามวัน แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่พวกมันจะโผล่หัวออกมาอาละวาดอีก”

“นั่นน่ะสิ แล้วถ้าปีศาจมันออกมาอาละวาดพวกเอ็งจะไปถึงเคเรมอสเร๊อ” เสียงชายอีกคนจากกลุ่มของนักเวทย์ที่นั่งอยู่อีกมุมของร้านดังแทรกขึ้นมา

 “โอ้โห มันมีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอพี่ชาย เอายังไงดีล่ะ” จุนซูแสร้งทำหน้าคิดหนัก สบตาเพื่อนๆเหมือนจะขอความเห็น

“ข้าเห็นเอ็งมีดาบกันนี่นา น่าจะพอมีฝีมืออยู่บ้างล่ะม๊าง”  เสียงนักรบคนเดิมถามกลับ

“โธ่พี่ชาย พวกข้าก็พกไว้ขู่พอป้องกันตัวจากหมาแมวเท่านั้นแหละ เอาเข้าจริงพวกข้าก็อาศัยความไวหนีไว้ก่อนเท่านั้นแล๊”
แทคยอนหันไปยิ้มแหยๆให้กับคนอื่นๆในร้าน

“ฮ่าๆๆ ข้าว่าแล้ว หน้าตาอ่อนๆอย่างพวกเอ็ง มันต้องไม่มีน้ำยาแน่ๆเลย เอาเถอะ ข้าขอให้พวกเอ็งโชคดีก็แล้วกัน ฮ่าๆๆ” นักรบปล่อยหัวเราะเสียงดัง พาให้คนอื่นในร้านหัวเราะตาม พร้อมกับเอามือตบหลังแทคยอนก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะของตัวเอง  อัศวินทั้งสี่คนแสร้งทำหน้าคิดหนักให้กับคนในร้านก่อนจะหันมาสบตากัน พอดีกับที่บริกรสาวเอาอาหารมาเสิร์ฟ บทสนทนาจึงจบลง

“เออ ข้าได้ข่าวว่าที่ช่วงนี้พวกปีศาจหายไปเป็นเพราะเจ้าเสนาบดีนั่นเรียกกลับไปให้จัดการกับพวกทหารที่ไม่ยอมภักดีนี่ใช่มะ” นักรบคนเดิมพูดขึ้น ดูท่าว่าจะดื่มไปไม่น้อยเสียงที่เอ่ยออกมาจึงดังคับร้านไปหมด

“เห็นเค้าว่ากันว่าอย่างงั้นนะ” เพื่อนนักรบคนอื่นๆในกลุ่มพากันพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย

“เอ้อ แล้วที่เค้าว่าเจ้าชายรัชทายาทอะไรนั่นหนีออกมาเนี่ย พวกเจ้าว่าจริงมั๊ย”  คราวนี้เป็นฝั่งทางโต๊ะของเหล่านักเวทย์เอ่ยแสดงความคิดเห็นขึ้นมาบ้าง

“เห็นมีข่าวแว่วมาว่าโดนจับไปแล้วนี่” พ่อค้าคนนึงตะโกนตอบกลับมา

“เฮ้ย แต่ข้าว่าไม่จริงร๊อก คงจะไปซุกหัวอยู่ที่ไหนซักที่นี่แหละ แหม่ถ้าข้าจับเจ้าชายนั่นได้แล้วเอาไปส่งเจ้าเสนาบดีนั่น พวกเจ้าว่าข้าจะได้รางวัลก้อนใหญ่มั๊ยวะ”  นักรบตัวใหญ่คนเดิมหัวเราะร่าเสียงดังลั่นร้าน

“เฮ่ย อย่าว่าไปนะเอ็ง ข้าได้ข่าวว่ามีคนเห็นเจ้าชายอะไรนั่นแถวๆเมืองเพิร์ลเมื่อสี่ห้าวันก่อน ไม่แน่นะพวกเราอาจจะได้เจอก็ได้ ถ้าเจอก็จับกลับไปส่งที่เดมอนดีมั๊ยวะ ฮ่าๆๆ”  เพื่อนอีกคนในโต๊ะส่งเสียงสนับสนุน ส่วนคนอื่นๆในร้านก็พากันหัวเราะตามก่อนจะหันกลับเข้าไปสู่วงสนทนาของตัวเอง

ตลอดร