[Fiction-KhunWoo] Destiny 7/8

posted on 17 Jan 2012 22:41 by write-sara  in 2PMFanfic

Chapter 7

 

Auther : Pure Wing

Pre-Story : Lucky I’m in love

 

 

 

“พี่คุณ”

.....

..

.

.

“นูนอ”

 

เกล็ดหิมะม้วนตัวไล้ผ่านชายหนุ่มทั้งหกคน  ปลิวกระจายตัวสีขาวฟุ้งในอากาศ  กระทบแสงแดดอ่อนๆที่ทอดตัว

ลงมาอย่างอ่อนโยนเป็นประกายระยิบระยับ    กลายเป็นสายลมสีขาวที่พัดลอยออกไป.......

 

ไกลออกไป.....

 

ไกล..

 

 

2 ปีก่อน

 

“เฮ้ย....คุณ  กูมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือหน่อยหว่ะ”    หนุ่มตี๋ ตาเฉี่ยวคนนี้เป็นเพื่อนกับผมมาตั้งแต่สมัยประถม

ที่อเมริกา   ทั้งผม,เจย์,แทค  เรารู้จักกันมานานจนเรียกได้ว่าคงไม่มีใครรู้ใจกันเท่าเราสามคนอีกแล้ว     วันนี้เจย์

มาแปลก  ปกติถึงจะเห็นมันบ้าๆบอๆ  บ๋องในบางครั้ง  แต่มันไม่เคยมาขอความช่วยเหลือจากใคร      แม้แต่เพื่อน

สนิทอย่างผมกับแทคก็ตาม   เจย์มักจะชอบเก็บปัญหา และหาทางออกด้วยตัวเองเสมอ        พวกผมเคยบอกมัน

เรื่องนี้หลายครั้งแล้ว  เป็นเพื่อนกันจะมาเกรงใจอะไรนักหนา  แต่ก็แก้นิสัยนี้ของมันไม่ได้อยู่ดี       อยู่ๆวันนี้เจย์ก็

ออกปากเอง  เลยทำให้อดประหลาดใจไม่ได้      เรื่องอะไรกันนะที่ทำให้   ปาร์ค แจบอม   ผู้ชายปากหนักหยิ่งใน

ศักดิ์ศรีคนนี้  ถึงกับออกปากขอความช่วยเหลือจากผมได้

 

“มีอะไรก็ว่ามา  ไม่เหลือบ่ากว่าแรง  ยังไงชั้นก็ช่วยนายเต็มที่อยู่แล้ว”  

 

“คือว่า......คือ....นายจำน้องชั้นได้ไม๊วะ    ไม่ใช่ซิลูกพี่ลูกน้องชั้นหน่ะ   ไอ้เด็กตาตี่ๆก้นงอนๆนั่นหน่ะ”      ผมนั่ง

ฟังมันอ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะเริ่มเรื่องได้   แล้วนี่มันยังกล้าว่าคนอื่นตาตี่อีกรึ 

 

“ลูกพี่ลูกน้องของนายที่อิลซาน  ที่เคยมาเยี่ยมครั้งนึงใช่ไม๊  จำได้ซิ  ทำไมเหรอ?”

 

“อืม   คนนั้นหล่ะ  นูนอ...เอิ่มจริงๆมันชื่อจุนโฮหน่ะ   มันอยากจะมาเรียนต่อที่โซล  คุณน้า   เอ่อ...แม่นูนอเค้าก็

เป็นห่วงไม่อยากให้อยู่คนเดียว  ก็อย่างที่ชั้นเคยเล่าให้นายฟังนั่นหล่ะ  นูนอมันลูกชายหัวแก้วหัวแหวน  ที่บ้าน

ตามใจยังกะอะไรดี  ไม่เค้ย   ไม่เคยที่จะออกไปผจญโลกภายนอก         ทีนี้มันเกิดอยากจะออกเผชิญโลกกว้าง

ขึ้นมา  คุณน้าท่านไม่อยากขัด    เอ่อ...จริงๆจะเรียกว่าขัดไม่ได้มากกว่า  ก็บอกแล้วว่านูนอมันลูกสุดรักสุดสวาท 

อยากจะได้อะไรพ่อแม่ก็ประเคนให้หมดหล่ะ   แต่กรณีนี้ก็...อ่ะนะ   ท่านก็เป็นห่วงอย่างน้อยก็อยากอยากให้มีคน

ดูแล   ชั้นก็ไปรับปากท่านไว้ว่าจะช่วยดูแลมันเอง   ก็ตอนนั้นยังไม่รู้นี่หว่าว่าจะผ่านออดิชั่น   เลยกะเอามันมาอยู่

ด้วยกัน  คุณน้าท่านจะได้สบายใจ        แล้วนายก็รู้ใช่มะ....ว่าการที่ออดิชั่นผ่านเนี่ย...มันเป็นความใฝ่ฝันของชั้น

เลยนะเว้ยเฮ้ย    นายก็รู้ว่า ชั้นหน่ะมัน Born to be the star เมื่อเส้นทางอ้าแขนเปิดรอรับชั้นขนาดนี้    ก็ต้องไป

ทำตามหัวใจเรียกร้อง         แต่ก็ทำลายความฝันของน้องไม่ลงหว่ะ       ถ้าคุณน้ารู้ว่าชั้นต้องกลับอเมริกาหล่ะก็  

ท่านต้องไม่ยอมให้นูนอมาอยู่ตามลำพังที่โซลแน่ๆ   เพราะงั้นคนที่ชั้นหวังพึ่งได้ก็มีแต่นายเนี่ยหล่ะหว่ะ ถึงชั้นจะ

รวยเพื่อนขนาดไหน  แต่คนที่ไว้ใจพอที่จะฝากดูแลน้องสุดที่รักได้เนี่ยก็มีแต่นายเนี่ยหล่ะ       เราเป็นเพื่อนกัน

มานาน  ชั้นไว้ใจนายกะไอ้แทคที่สุด   แต่นายก็รู้.....แทคหน่ะ  อะไรๆมันก็ดีอยู่หรอก     แต่ไอ้เรื่องหยุมหยิมดูแล

เทคแคร์ใครเนี่ย  คงจะหวังพึ่งมันยาก  ลำพังทุกวันนี้มันดูแลตัวเองได้  ชั้นก็ว่ามันก็เก่งแล้วอ่ะนะ  อีกอย่างนิสัย

อย่างนูนอเนี่ย   อยู่กับไอ้แทคมีหวังตีกันตาย    แต่นายไม่ต้องห่วงนะ  เด็กคนนั้นหน่ะ  ถึงจะเอาแต่ใจไปบ้าง      

แต่ถ้าคุยกับมันดีๆ  มันก็เป็นเด็กดีนะ  ชั้นคิดว่านายสองคนคงเข้ากันได้ นายก็รู้...ชั้นไว้ใจนายนะคุณ”

 

 

ผมฟังมันสาธยายอยู่นาน  ไอ้นิทานเรื่อง “นายก็รู้” เนี่ย  ผมรู้หมดทุกอย่างหล่ะว่าเจย์มันคิดยังไง  ความฝันมัน

อยากจะเป็นนักร้อง , นักเต้นขนาดไหน  ตอนอยู่ที่อเมริกามันก็ไปขลุกตัวอยู่กับพวกบีบอย  เอาหัวเดินแทนเท้า

โชว์ให้ผมกับไอ้แทคดูอยู่หลายหน  ตอนรู้ว่าผ่านออดิชั่น  มันกระโดดตีลังกากลับไปกลับมาตั้งหลายรอบ  จนผม

กับไอ้แทคกลัวเลือดจะไปเลี้ยงสมองมันมากจนสมองบวมตาย  แต่ไอเรื่องที่ผมไม่รู้เนี่ย  คือเวลาขอร้องใคร  มัน

จะพูดมากขนาดนี้

 

“เออๆ.....ชั้นรู้   แต่นายจะพล่ามยาวทำไมวะ  แค่บอกว่าฝากให้ชั้นดูแลลูกพี่ลูกน้องนายก็จบเรื่องละ  ฟังแล้ว

ปวดหัวเว้ย”

 

“เออ....นั่นหล่ะๆ  ก็กลัวนายจะไม่เข้าใจนี่หว่า  แล้วตกลงนายจะช่วยไม๊วะ”

 

“ยังจะถามอีก   ก็บอกไปแล้วว่ายังไงชั้นก็ช่วยนายอยู่แล้ว  ก็ดีเหมือนกันไอ้แทคกับชั้นก็เรียนคนละมหาลัยต้อง

แยกหอกัน  นายก็จะบินกลับอเมริกาแล้ว ไม่มีพวกแกก็เหงาหว่ะ  ได้น้องแกมาอยู่เป็นเพื่อนก็ดี  ว่าแต่คุณน้าจะ

ยอมให้ลูกชายสุดรักสุดสวาทมาอยู่กับคนแปลกหน้าเร๊อะ”

 

“โฮ้ยยยย   ไม่ต้องหวั่น  ชั้นไปขายนายไว้เยอะ   เอ๊ย...ชั้นไปป่าวประกาศความดีงามของนายไว้เยอะ  เดี๋ยวพรุ่ง

นี้คุณน้าจะเข้ามาโซล   นายก็เตรียมหน้าหล่อๆของนายไปพบท่านหล่ะ  แค่เห็นหน้าเทวดาของนาย  คุณน้าคง

รีบประเคนนูนอให้มาอยู่กับแกเชียวหล่ะ”

 

 

 

แล้วก็เป็นอย่างที่เจย์มันว่า  คุณน้ายอมให้นูนอมาพักอยู่กับผม  ดูท่านออกจะปลื้มผมเป็นพิเศษ  ไม่รู้ว่าไอ้เจย์ไป

พูดอะไรเกินจริงให้ท่านฟังรึเปล่า  และนั่นก็เป็นจุดเริ่มที่ทำให้ผมรู้จักกับนูนอ  เด็กผู้ชายตาตี่  ขี้เหวี่ยง  ชอบ

เอาชนะ  แต่ก็อ่อนโยน และอารมณ์อ่อนไหวคนนั้น

 

ผมกับนูนอใช้เวลาในการปรับตัวไม่นาน  จริงๆเค้าก็ไม่ได้เอาแต่ใจขนาดนั้น  แค่เป็นเด็กที่มุ่งมั่นกับความคิดตัว

เองมาก  ถ้าอธิบายกันด้วยเหตุผล  เค้าก็พร้อมจะเข้าใจ   ผมจึงไม่มีปัญหาที่จะอยู่กับเด็กคนนี้   ผมมักคอยดูแล

ความเป็นอยู่  คอยหาอาหาร  ถามเรื่องเรียน  ช่วยติวให้บ้าง  ชวนกันไปเที่ยวในวันหยุด      ใช้เวลาไม่นานเราก็

สนิทกันอย่างไม่น่าเชื่อ     อาจจะเป็นเพราะตอนอยู่ที่บ้านผมเป็นพี่ชายที่ต้องคอยดูแลน้องสาวถึงสองคน   ไม่มี

น้องชายที่จะคอยเล่นอะไรบ้าบอด้วยกัน  ถึงจะมีพี่ชาย  แต่เราก็แยกกันไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่ยังเด็ก  ทำให้ไม่

ค่อยได้ใกล้ชิดกันบ่อยๆ  พอมีนูนอเข้ามา  ทำให้ผมรู้สึกว่าเค้าเป็นน้องชายที่ต้องคอยดูแล  นูนอเป็นเด็กที่โดน

ประคบประหงมมาตั้งแต่เล็ก  ทำให้เค้าอยากรู้อยากเห็นไปซะทุกอย่าง  มักจะคอยอ้อนให้ผมพาไปเที่ยว  ถามนู้น

นี่บ่อยๆ  ผมไม่เบื่อนะที่ต้องคอยตอบคำถามเด็กช่างสงสัย       กลับสนุกที่จะคอยหาคำตอบมาให้เด็กขี้อ้อนหาย

สงสัยซะมากกว่า    ผมไม่รู้หรอกว่าความสัมพันธ์ของเรามันพัฒนาจากคำว่าพี่น้อง  เป็นแฟนกันตั้งแต่เมื่อไหร่    

 บางทีความสัมพันธ์ของเรามันอาจเริ่มต้นจากเหตุการณ์นั้นละมั้ง

 

 

 

วันนี้เป็นวันหยุด  ผมไม่มีเรียนแต่ก็ไม่อยากจะออกไปข้างนอก  เลยได้แต่นั่งทำความสะอาดอยู่ที่บ้าน  วันนี้นูนอ

ต้องไปเรียนพิเศษ  เพื่อติวเข้ามหาลัย  ผมเหลือบมองนาฬิกานี่มันห้ากว่าแล้ว   จริงๆนูนอต้องกลับตั้งแต่บ่าย

โมงแล้ว   ผมเริ่มกระสับกระส่ายไม่รู้น้องไปอยู่ไหน  โทรไปหาก็ปิดเครื่อง  ใกล้จะมืดแล้ว  ไม่รู้น้องไปอยู่ที่ไหน 

ทำไมไม่โทรบอกผมซักคำ  ปล่อยให้ผมเป็นห่วงจนจะเป็นบ้า   พักหลังๆมานี้นูนอทำตัวแปลกๆ      เอาแค่หลบ

หน้าผม  ไม่รู้ว่าโกรธอะไรผมรึเปล่า  พอถามก็ไม่ยอมตอบ เป็นอย่างนี้มาอาทิตย์กว่าๆแล้ว  ผมหงุดหงิดเป็นบ้า 

ไม่รู้ตัวว่าทำอะไรให้น้องไม่พอใจ  ผมไม่ชอบที่น้องเมินผม  จากที่คอยมาป้วนเปี้ยนอ้อนตลอดเวลา  ทุกวันนี้

กลับมาก็เอาแต่หมกตัวอยู่แต่ในห้อง  นี่น้องกำลังทำผมบ้าเข้าแล้วจริงๆให้ตายเถอะ

 

หลังจากเดินวนไปวนมาอยู่นาน  จนรู้สึกว่าทนไม่ไหวต้องทำอะไรซักอย่าง เลยคว้าเสื้อแจ็คเก็ตสวมทับ  พร้อมที่

จะออกไปตามหาข้างนอก  กำลังจะก้าวออกจากห้อง  ผมก็เห็นเด็กที่ทำให้ผมเป็นห่วงแทบตายเดินกลับมาพอดี  

ตอนนั้นบอกไม่ถูกว่ามันโล่งใจขนาดไหนที่ได้เห็นหน้าเค้า  

 

 

“จุนโฮ   นายไปไหนมา  ทำไมกลับมาเอาป่านนี้  พี่โทรไปก็ไม่รับสาย”  พอโล่งใจที่ได้เห็นหน้าเค้าแล้ว  ความ

โมโหก็เข้ามาแทนที่ จะทำอะไรไม่บอกกันซักคำ  ปล่อยให้เป็นห่วงได้ยังไงเด็กบ้านี่

 

“ผมก็แค่ไปเที่ยวกับเพื่อน   ผมเหนียวตัวขอไปอาบน้ำก่อนนะครับ”

 

“จุนโฮนายเป็นอะไร  ทำไมไม่มองหน้าพี่”  ผมพูดพร้อมคว้าแขน  ดึงน้องมาเผชิญหน้ากับผม  ทนไม่ได้จริงๆที่

เห็นเค้าเฉยชากับผมขนาดนี้

 

“ทำไมนายต้องหลบหน้าพี่ด้วย  พี่ทำอะไรให้นายโกรธเหรอ”  ผมประคองหน้าน้องไว้     ไม่ให้เค้าหลบหน้าผม

ได้อีก

 

“ผม.....ผม  ไม่ได้หลบซะหน่อย  แล้วผมก็ไม่ได้โกรธอะไรพี่คุณด้วย  ทีนี้พี่จะปล่อยผมไปได้รึยังครับ”

 

“ยัง     เวลานายโกหกนายจะหลบตาทุกครั้ง”  ยังไงวันนี้ก็ต้องคุยกันให้รู้เรื่อง  ผมทนให้น้องมึนตึงใส่ผมต่อไป

ไม่ไหวแล้วนะ

 

“มีอะไรก็บอกพี่ซินูนอ  นายทำอย่างนี้พี่ไม่สบายใจเลย”  

 

“พี่คุณไม่สบายใจ  ผมก็ไม่สบายใจเหมือนกัน  จะให้ผมบอกรึไงว่าผมรักพี่  ผมรักพี่เกินกว่าที่น้องชายควรจะรักพี่

ชาย  พี่ได้ยินแล้วรู้สึกยังไงหล่ะครับ  ผมอุตส่าห์หลบหน้าพี่  เพื่อจะลืมความรู้สึกแบบนี้   แต่พี่ก็ยังมาคอยกวนใจ

ผม  แล้วยังงี้ผมจะตัดใจได้ยังไง  พี่คุณบอกผมทีซิครับ  ว่าผมควรจะทำยังไงต่อไปดี”  

ผมตกใจที่จู่ๆ  น้องก็มาบอกรัก  แล้วก็ตกใจยิ่งกว่าที่เห็นนูนอร้องไห้  น้ำตาที่ไหลเท่าไหร่ก็ไม่หยุด  ยิ่งเจ้าของ

ปาดทิ้ง มันก็ยิ่งไหลเป็นทาง  ความรู้สึกตอนนั้นมันสับสนมึนงงไปหมด  ผมไม่แน่ใจความรู้สึกของตัวเองมากนัก 

รู้อย่างเดียวว่าผมแคร์และเป็นห่วงเด็กคนนี้มาก  ไม่อยากเห็นน้ำตาเค้าแบบนี้เลย  ผมดึงน้องเข้ามากอด  ลูบหัว

ให้เค้าหายสะอื้น รู้สึกปวดใจที่เห็นน้องเสียใจขนาดนี้

 

 

“ถึงตอนนี้พี่จะไม่รู้ว่าพี่รู้สึกยังไงกับเรากันแน่  รู้สึกเหมือนที่นายรู้สึกกับพี่รึเปล่า      แต่สิ่งที่พี่บอกได้ตอนนี้ก็คือ 

นายเป็นคนสำคัญสำหรับพี่นะ  นายเป็นมากกว่าน้องชายของพี่  พี่ก็อธิบายไม่ถูก     แต่ความรู้สึกกับนายมันต่าง

กับที่พี่รู้สึกกับน้องสาว  พี่ไม่รู้ว่าความรู้สึกอันนี้มันเป็นแบบเดียวกับที่นายรู้สึกรึเปล่า   เพราะงั้นเลิกทำแบบนี้

เถอะนะนูนอ   เลิกหลบหน้าพี่ซะที  นายทำให้พี่เป็นห่วงมากเลยรู้ไม๊”  

 

“ฮึกๆ   ผมรักพี่คุณได้ใช่ไม๊ครับ”  

 

“ได้ซิ   ยังไงพี่ก็จะอยู่ข้างนายเสมอจำไว้นะ ”

 

 

 

นับตั้งแต่วันนั้นสถานะระหว่างเราสองคนก็เปลี่ยนไป   บางทีจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด  อาจเกิดจากการที่ผม

เลือกจะยอมรับสถานะที่เปลี่ยนไป  โดยไม่เคยคิดหาคำตอบแน่ชัดให้กับใจตัวเอง    ว่าผม”รัก”นูนอ   เหมือนที่  

นูนอ “รัก” ผมรึเปล่า  

 


 

ผมก็ยังคงดูแลเค้าเหมือนๆ กับที่เคยทำมา    รู้สึกสุขใจที่มีเค้าอยู่ข้างๆ  รู้สึกมีความสุขที่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้า

นั้น  ทำให้คิดไปว่า ความรู้สึกนี้คือของจริง  ผมคงรักเค้า  เหมือนกับที่เค้ารักผม    ผมปล่อยให้ความสงสัยต่างๆ

ทิ้งตัวเป็นตะกอนอยู่ก้นบึ้งในใจและพยายามไม่ไปกวนมัน  จนกระทั่งเหตุการณ์ที่ทำให้ตะกอนความสงสัยฟุ้งขึ้น

มาอีกครา    คำถามเดิมๆที่เคยเพิกเฉยที่จะหาคำตอบ  มันย้อนกลับมาวนเวียนทุกครั้งที่ริมฝีปากบางนั้นเรียกร้อง

ให้ลึกซึ้งมากกว่าจุมพิตแผ่วเบาราวปีกผีเสื้อที่ผมมีให้เค้าเสมอมาตั้งแต่เริ่มคบกัน   ที่แม้เวลาผ่านมาเกือบปีแล้ว 

มันก็ไม่เคยเกินเลยไปกว่านี้    สิ่งนั้นมันทำให้เร่งหาคำตอบว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับความรู้สึกของผม  ความรู้สึกที่

เชื่อมาตลอดว่ามันคือ “ความรัก”   ทำไมผมถึงไม่กล้าก้าวไปสู่ความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น  ทั้งๆที่มันเป็นเรื่อง

ธรรมดาสำหรับคนรักกัน  ยิ่งคิดยิ่งตั้งคำถามกับตัวเองมากเท่าไหร่   มันก็ยิ่งเป็นชนวนให้เราห่างไกลกันออกไป

ทุกทีๆ   กว่าจะรู้ตัวระยะห่างระหว่างเรามันก็กว้างเป็นหุบเหว  ที่ลึกจนไม่สามารถได้ยินเสียงตกกระทบแม้เศษ

เสี้ยวความรู้สึกได้อีกแล้ว 

 

 

 

“พี่คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ”   เสียงที่ได้ยินทำให้ผมหลุดจากภวังค์ของห้วงอดีต  ตอนนี้ผมอยู่กับนูนอแค่สองคน 

คนอื่นๆหายไปไหนกันหมดนะ  นี่ผมจิตหลุดขนาดไม่รู้ตัวเลยเหรอนี่  ผมมองหน้าเค้า  หน้าตาดูสดชื่นขึ้นเยอะที

เดียว  งั้นเรื่องที่ผมกังวล  คงไม่ต้องห่วงเหมือนที่จุนซูมันว่าแล้วละมั้ง    ผมไม่รู้จะตอบนูนอยังไง  เลยได้แต่ส่ง

ยิ้มไปให้

 

“พี่ไม่ได้มาหาผมใช่ไม๊?”  เมื่อไม่ได้รับคำตอบ  เค้าเลือกที่จะย้ำถามผมอีกครั้ง  หึหึ...เด็กคนนี้ช่างไม่เปลี่ยนไป

เลยจริงๆ อยากรู้อะไร  อยากได้อะไร ก็ต้องได้ตามนั้น  เดี๋ยวนั้น

 

“มันก็ไม่เชิงหรอก  แต่ตอนนี้วันนี้พี่ไม่ได้มาด้วยเหตุผลนั้น”  คำตอบของผมมันคงทำให้หงุดหงิดใจไม่น้อย 

นูนอถึงได้ทำหน้าบึ้งซะขนาดนั้น  ผมไม่ได้ตั้งใจจะกวนเค้านะ  แค่ตอบความจริงเท่านั้น

 

“พี่คุณ!    ถ้าพี่ไม่อยากคุยกับผมหล่ะก็  ผมขอตัว”   เด็กน้อยเหวี่ยงใส่ผมซะแล้ว   เห็นเค้าเป็นแบบนี้กลับยิ่ง

ทำให้ผมดีใจ  ที่เค้ากลับมาเป็นตัวของตัวเองซักที  ผมคอยเฝ้าดูเค้ามานาน     คงเป็นเพราะพ่อหนุ่มชานซอง

คนนั้น     ที่ทำให้นูนอกลับมาสดใสได้อย่างเดิม  ผมรู้สึกขอบคุณเค้าจริงๆ

 

“เดี๋ยวซิ!        นาย...เอ่อ....เป็นยังไงบ้าง”  ผมฉุดมือเค้าไว้   ถึงตอนแรกจะไม่พร้อมจะเจอ  แต่ในเมื่อมีโอกาส

ได้พูดคุยกันตรงๆแล้ว  ก็ไม่อยากจะปล่อยให้มันผ่านไป  ไม่อยากเป็นได้แค่คนที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ    ผมอยากจะ

กลับไปเป็นพี่น้องกันอีกครั้ง ความสัมพันธ์เดิมๆ ที่เราเคยละทิ้งมันเอาไว้ข้างหลัง  ผมเห็นแก่ตัวไปไม๊ที่คิดแบบนี้

 

“ผมไม่ตอบอะไรทั้งนั้น  จนกว่าพี่จะอธิบายเรื่องทั้งหมดซะก่อน  พี่รู้จักพวกพี่จุนซูกับพี่แทคยอนได้ยังไง  ทำไม

ผมไม่เห็นรู้”

 

“พี่กับแทคเราเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เรียนที่อเมริกาแล้ว  ส่วนจุนซูเพราะเป็นเพื่อนสนิทกับแทค  ก็เลยรู้จักกัน”

 

“ดูพี่สนิทกับพี่จุนซูพอๆกับพี่แทคเลยนะครับ” พูดจบแล้วก็นิ่งไป  เหมือนกำลังคิดอะไรซักอย่าง   สีหน้าตอนนี้ดู

ท่าทางคงสงสัยในตัวผมเต็มที่    วันนี้ทุกอย่างที่เคยถูกเก็บไว้คงไม่เป็นความลับอีกต่อไป

 

“พี่จุนซูเป็นคนเสนอตัวมาช่วยผมติวหนังสือตอนสอบเข้าคณะนี้    แถมยังช่วยผมหารูมเมท   เป็นธุระเรื่องหอ

ใหม่   คอยซื้อข้าวของมาให้มากมาย   คอยโทรมาเช็คความเป็นอยู่ผมตลอดเวลา  พี่จุนซูกับพี่แทคมักจะมาขลุก

อยู่ที่หอผมเวลาผมรู้สึกโดดเดี่ยว   ถึงผมกับพี่จุนซูจะรู้จักกันตั้งแต่เด็ก  และก็ไม่แปลกที่พี่เค้าจะคอยช่วยเหลือ

ผม  แต่เราไม่ได้ติดต่อมานานมากแล้ว  ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่เค้าเรียนอยู่ที่นี่  อยู่ดีๆพี่จุนซูก็ติดต่อมา  จะว่าพี่เค้ารู้

จากที่บ้านผมก็ไม่น่าจะใช่  ตอนครอบครัวพี่จุนซูย้ายไป แม่ยังบ่นอยู่เลยว่าติดต่อบ้านพี่จุนซูไม่ได้เลย  ไม่อย่าง

นั้นจะให้ดูแลผมแทนพี่เจย์  ตอนนั้นผมก็สงสัย  แต่ก็ปล่อยเลยไป   พี่จุนซูกว้างขวางจะตาย  อาจจะมีคนรู้จัก

บอกมาก็ได้   จะว่าไปช่วงเวลาที่ผ่านมา  ช่วงเวลาที่ผมไม่มีพี่คุณอยู่ข้างๆ  มันแทบไม่แตกต่างจากเดิมเลย  ต่าง

เพียงแค่คนที่คอยดูแลผมไม่ใช่พี่คุณ  แต่เป็นพี่จุนซูกับพี่แทคยอน    พี่คุณพอจะตอบผมได้ไม๊ครับว่า    ทำไม? 

ทำไมพี่คุณต้องทำแบบนี้ ”  

 

 

ผมมองเด็กผู้ชายตรงหน้า  น้ำใสๆซึมออกจากดวงตารีเล็กแล้วไหลออกมาไม่ขาดสาย  เด็กน้อยคนนี้ยังคงรับรู้

เรื่องราวได้รวดเร็วเหมือนเคย  บางทีผมก็สงสัยว่านูนออาจจะรู้จักผมมากกว่าที่ผมรู้จักตัวเองซะอีก  เค้ารู้จักนิสัย

ผมดี  เลยไม่ยากที่จะเดาเรื่องราวได้เป๊ะขนาดนี้     เพราะอย่างนี้หล่ะ   ผมถึงได้ให้ทุกคนปิดเรื่องนี้เป็นความลับ 

 ตอนที่รู้ว่าจะเข้ามาเรียนต่อที่นี่  นูนอตั้งใจมาก     เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการติวหนังสือและทุ่มเทเรียนพิเศษ 

ผมไม่อยากให้เรื่องของผมทำให้ความพยายามทั้งหมดของน้องต้องสูญเปล่า  ตอนนั้นเค้าดูเปราะบางเหลือเกิน  

แม้จากมุมมองห่างไกลที่ผมได้เห็นยังสามารถรับรู้ได้     ผมกลัว.... กลัวว่าจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตของน้องพัง

ไม่เป็นท่า        ถึงแม้ความรู้สึกที่เคยเชื่อมันจะเปลี่ยนไป          แต่เค้าก็ยังคงเป็นน้องชายที่ผมรักมากเสมอไม่

เปลี่ยนแปลง  ผมไม่สามารถเฝ้ามองอย่างเดียวโดยไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้         หลายต่อหลายครั้งที่คิด

จะเดินย้อนกลับไป  อยากจะยื่นมือเข้าไปเป็นหลักยึดให้เค้าได้พยุงตัวเองขึ้นมา       แต่ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ 

ผมกลับไปที่ตรงนั้นไม่ได้อีกแล้ว  การกลับไปของผมจะยิ่งทำให้น้องเสียใจมากขึ้น   ผมเลยเลือกที่จะขอความ

ช่วยเหลือจากแทคยอนและจุนซู จุนซูช่วยผมได้มาก  ไม่เคยมีคำถาม  ไม่ว่าผมจะให้ทำอะไร หรือขอร้องไม่ให้

เค้าพูดอะไรออกไป  ผมรู้จักน้องดี  ถ้าน้องรู้คงไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากผมแน่ๆ   

ผมอยากจะให้คนรอบๆข้างเค้ามีแต่คนที่ดี  ไม่อยากให้เค้าโดดเดี่ยว แม้ไม่มีผม น้องก็จะต้องยืนได้ด้วยตัวเอง 

แต่ถึงอย่างนั้นความผิดในใจที่มีก็ไม่อาจให้วางใจได้   ผมเลยมักจะมานั่งมองน้องทุกวัน  เดินไปส่งน้องขึ้นรถมา

มหาลัย  นั่งรอระหว่างเค้ากำลังเรียนอยู่  และเดินกลับไปส่งที่หอ  แม้น้องจะไม่รู้ตัว  แต่เวลาที่ผ่านมาผมไม่เคย

ห่างจากเด็กคนนี้เลย  ผมไม่ได้ทิ้งเค้าให้ผจญกับความเจ็บปวดเพียงคนเดียว  แต่ผมเจ็บปวดและผ่านช่วงเวลา

ยากลำบากไปพร้อมๆกับน้องเสมอ

 

“ถึงแม้ความสัมพันธ์เราจะไม่เหมือนเดิม  แต่ไม่ได้หมายความว่าพี่ไม่รัก ไม่ห่วงนายนะ  พี่เคยบอกแล้วว่ายังไงก็

จะอยู่ข้างนายเสมอ  แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ  แต่พี่เฝ้ามองเราอยู่เสมอ  นายยังคงเป็นน้องชายที่น่ารักสำหรับพี่เสมอ” 

 

ผมพยายามจะสื่อความรู้สึกทุกอย่างที่มันอัดแน่นและถูกเก็บไว้ในใจมานานให้น้องได้รับรู้  นาทีนี้เราคงไม่ต้อง

ปิดบังกันอีกแล้ว  ผมไม่อยากจะให้ความหลังของเราเป็นบาดแผลในใจน้องตลอดไป   มันคงถึงเวลาที่เราจะ

สะกิดเลือดที่มันคั่งอยู่ ให้ไหลออกมา แม้จะแสบแต่เมื่อผ่านไปเวลาจะช่วยสมานรอยแผลนั้นให้หายสนิทดังเดิม 

เหลือไว้เพียงรอยสีชมพูบางๆ   หลักฐานที่ทำให้รู้ว่าเราทั้งคู่เคยผ่านเรื่องราวอะไรมาและผมก็หวัง   หวังว่าคนๆ

นั้น คนที่อยู่ข้างกายนูนอ จะช่วยรักษารอยแผลเป็นให้จางหายไปได้

 

 “ก่อนหน้านี้  ตอนที่เราเลิกกัน  พี่รู้ไม๊ว่าผมมีคำถามมากมายวนอยู่ในหัว  ผมไม่เข้าใจ ทำไมเราถึงต้องเลิกกัน 

ข้างในมันสับสนไปหมด  ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำยังไง  แต่ความรู้สึกมันบอกว่าเรื่องระหว่างเรามันถึงทางแยก

แล้ว  ทุกครั้งที่เห็นแววตาเศร้าๆของพี่  ผมไม่อยากจะมองเลย  มันรู้สึกปวดใจจนอึดอัดจนหายใจไม่ออก  ผมไม่

อยากต้องทนเห็นมันอีก  ถึงตัดสินใจปล่อยพี่ไป    เพราะไม่อยากให้ต้องฝืนทนอยู่กันต่อไป   ทุกคืนผมจะคิด

ตลอดว่าผมตัดสินใจผิดรึเปล่า ที่ปล่อยให้พี่จากไปโดยไม่ได้ถาม  เหตุผลอะไรเลย      บอกตามตรงว่าผมกลัว

คำตอบที่จะได้รับ  จนไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถาม    

บางที....บางทีคำตอบนั้นผมอาจจะรู้อยู่แก่ใจมานานแล้วก็ได้   แต่ผมก็เลือกที่จะเก็บมันไว้  ผมอยากจะหลอกตัว

เองว่าความห่วงใยที่ได้รับ  มันคือความรักที่พี่คุณมอบให้ผม มันคือความรักแบบเดียวกับที่ผมรัก   ผมรู้   รู้มา

ตลอดว่าพี่ไม่ได้รักผมแบบนั้น   แต่ก็เลือกที่จะฝังมันไว้  เลือกที่จะมองข้ามไป  และหวังว่าซักวันความรู้สึกของ

ผมจะสื่อไปถึงพี่  ทำให้พี่รักผมขึ้นมาจริงๆ   มันเป็นเหตุผลที่ผมไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถาม  ถึงแม้คำตอบนั้นมันจะ

เป็นคำตอบเดียวกับที่ผมรู้มานาน   แต่ผมกลัวสิ่งนั้นมันจะหลุดออกมาจากปากพี่คุณ  กลัวทุกครั้งที่เห็นสายตาที่

พี่มองผม   ผมไม่อยากได้ยิน   ไม่อยากให้ยินประโยคนั้นจากปากพี่   ผมคงทนไม่ได้ที่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาพี่

คุณไม่ได้รักผมเลย    ไม่ได้รักผมในแบบที่ผมรักพี่  ผมอยากจะหลอกตัวเองต่อไป  อย่างน้อยผมก็อยากให้ความ

ทรงจำในอดีต  คือความรู้สึกว่าครั้งหนึ่งเราเคยรักกัน  มันคงจะสวยงามกว่าความรู้สึกว่างเปล่าในหัวใจแบบนั้น  

ผมอยากให้มันเป็นแบบนั้น  ฮึก...ฮึก”      

 

 

ผมฟังน้องระบายออกมา  นูนอไม่เคยพูด  ไม่เคยบอกว่าเค้ารู้สึกยังไง  แม้ในวันที่เราเลิกกัน   วันนี้น้ำตาที่ไหล

ออกจากตาเรียวคู่นั้นมันมากมายยิ่งกว่าวันที่เราแยกทางกันซะอีก   ผมดึงน้องเข้ามากอดโยกไปมาเพื่อกล่อมให้

น้องหยุดร้อง 

 

“อย่าร้องเลยนะ   เห็นเราร้องไห้แบบนี้พี่ใจไม่ดีเลย  เรื่องระหว่างเรามันไม่มีใครผิดหรอก  เราทั้งคู่ต่างก็ไม่เข้าใจ

เรื่องความรักดีพอ   อ่อนแอ หวั่นไหวง่ายเกินไป  พี่ไม่เคยเสียใจที่เราคบกัน   มันเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก 

นายก็มีความสุขไม่ใช่เหรอ เรามีความทรงจำดีๆมากมาย  สิ่งเดียวที่พี่เสียใจคือตอนจบมันไม่ได้สวยงาม

เท่าไหร่   เสียใจที่พี่ทำให้เราต้องเจ็บปวด  พี่ทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ได้น้องชายที่น่ารักคนเดิมของพี่กลับมา  

นายจะรังเกียจพี่ชายคนนี้ไม๊  เราจะกลับมาเป็นพี่น้องกันเหมือนเดิมได้ไม๊  พี่รู้ว่าสิ่งที่ขอมันเห็นแก่ตัวแค่ไหน  

แต่พี่ก็ไม่อยากให้เราต้องเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน        แต่ยังไงพี่ก็พร้อมยอมรับการตัดสินใจของนายเสมอนะ 

ถ้าเราไม่ต้องการ.......”

 

 

“ต้องการซิ  ผมจะรังเกียจพี่ชายที่แสนดีของผมได้ยังไง  ถึงเมื่อก่อนผมจะเคยรักพี่แบบนั้น  แต่ผมก็ยังอยากได้

ความสัมพันธ์แบบเดิมๆของเราคืนมาเหมือนกัน   มันคงจะดีที่เราได้ กิน เที่ยว หัวเราะ บ้าบอด้วยกันเหมือนเดิม 

ณ.วันนี้  ตอนนี้ ผมพร้อมแล้วที่จะเรียกความสัมพันธ์เก่าๆแบบนั้นกลับคืนมา  พี่เป็นพี่ชายคนที่สองของผม รอง

จากพี่เจย์  บางทีพี่คุณดูแลผมมากกว่าพี่เจย์ด้วยซ้ำ  แล้วผมจะผลักไสพี่ไปได้ยังไง” 

 

 

ได้ยินคำตอบของนูนอแบบนั้นทำให้รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก  เหมือนเค้ามาช่วยปลดหินที่ถ่วงหัวใจมาเกือบปี  

ที่ผมมาเฝ้าเค้าทุกวัน  คงเพราะต้องการได้ยินคำๆนี้  ต้องการให้น้องยกโทษให้  ต้องการได้น้องชายขี้งอน  

เหวี่ยงเก่ง เอาแต่ใจคนเดิมกลับมา  ตอนนี้ผมคงสามารถมองหน้าน้องได้เต็มตาแล้วซินะ 

 

“ผู้ชายคนนั้นเค้าดูแลเราดีไม๊   เด็กที่ชื่อชานซองนั่นหน่ะ”  ผมดันตัวน้องออก  เพื่อจะมองตาเค้าให้ชัดๆ อยากรู้

ว่าเค้าดีขึ้นแล้วจริงๆ  มีความสุขแล้วจริงๆ

 

“พี่คุณ!....... รู้.....”   ผมมองหน้าแดงๆน้องที่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนสีไปได้ชั่วพริบตา  แล้วยังท่าทางเขินอายนั่นอีก  พี่

คงหายห่วงเราได้แล้วซินะ

 

“ทำไมจะไม่รู้หล่ะ  พี่เห็นเรากับเด็กนั่นไปไหนมาไหนกันตลอดเวลา  เป็นรูมเมทกันไม่ใช่เหรอ  ว่าแต่นายยังไม่

ได้ตอบคำถามพี่เลยนะ”

 

“ชาน....ชานก็ดูแลผมดีมาก  เค้าทำให้ผมยิ้มได้  ทุกๆวันจะมีเรื่องบ้าบอมาให้ผมหัวเราะได้ตลอด  แม้จะชอบ

แกล้งผมไปบ้างแต่เค้าก็อ่อนโยนกับผมเสมอ”   หน้าอิ่มๆที่ตอนแรกว่าแดงแล้ว  ตอนนี้มันแดงก่ำยิ่งกว่าเดิมซะ

อีก  จนอดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มแดงๆนั่นซักที

 

“โอ้ย....พี่คุณทำไรอ่ะ   เจ็บนะเนี่ย”  สายตาเหวี่ยงๆแบบเดิมกลับมาให้เห็นแล้ว

 

“ฮ่าฮ่า.... เห็นนายมีความสุขพี่ก็ดีใจ  ถ้าเด็กนั่นทำตัวไม่ดีมาบอกพี่นะ  ยังไงพี่ก็เป็นพี่ชายของนาย พี่ไม่ยอมให้

ใครทำให้น้องพี่เสียใจหรอก”

 

“ครับ   พี่คุณ......ผมขอบคุณมากนะครับที่พี่กลับมา  ขอบคุณที่ดูแลผม  ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง  พี่อยาก

ให้ผมมีความสุข  ผมก็อยากให้พี่มีความสุขเหมือนกัน  อย่างที่พี่บอก ปล่อยให้เรื่องระหว่างเรากลายเป็นความ

ทรงจำที่สวยงามดีกว่า ผมไม่อยากให้พี่รู้สึกผิดกับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว  เรามาเริ่มต้นที่จะมีความสุขกับอนาคตของ

เราดีกว่านะครับ”

 

“พี่ต่างหากที่ต้องขอบคุณเรา  ขอบคุณที่ให้อภัยพี่  ขอบคุณที่เข้าใจพี่เสมอมา แล้วก็ขอบคุณที่นายมีความสุข 

แค่นายมีความสุข  พี่ก็ดีใจแล้ว”  เหตุการณ์มากมายที่เคยทำให้เราทุกข์ใจ  ต่างมลายหายไปหมด วันนี้เรามีแต่

รอยยิ้มจริงใจที่สุดสวยงามที่สุดมอบให้แก่กัน   สัมพันธภาพอาจไม่ยืนยาว แต่มิตรภาพระหว่างเราสองคนมั่นคง

กว่านั้น

 

 

เรายังคงเดินจับมือกันกลับหอเหมือนเคย  ไม่มีคำพูดใดๆ  ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าเนิบนาบสองคู่     กับลมพัด

แผ่วผิว    ทั้งๆที่อยู่ใกล้กันขนาดนี้     รับรู้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านอุ้งมือที่ประสานกัน    ไออุ่นจากร่างแกร่งข้างๆ 

ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ใกล้จนเห็นประกายในดวงตากลมของคนข้างๆ        ทั้งๆที่เราใกล้กัน

ขนาดนี้  ทำไมผมถึงรู้สึกห่างไกล       ผมอยากได้ยินเสียงหัวใจของเค้าว่ามันเต้นเป็นจังหวะเดียวกับผมรึเปล่า 

ตอนนี้ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเอง หัวใจที่บีบรัดและเต้นอย่างปวดร้าวในอกข้างซ้ายนี่  ตั้งแต่ได้เห็นคนๆ

นั้น คนสำคัญของคุณฮยอง

 

 

 

“บร๊ะแร่ววววว”   เสียงที่หลุดออกจากปากพี่จุนซู  ทำให้ผมต้องหันไปมองคนที่เดินเข้ามาใหม่   คนนึงผมรู้จักดี 

ก็เราเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งนาน   แต่ชานซองเดินจับมือใครมาก็ไม่รู้   ผู้ชายตาตี่เหมือนผมแต่เรียวเล็กกว่า      

ดูท่าทางจะเป็นรุ่นราวคราวเดียวกัน   ผู้ชายคนนั้นเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ  ดวงตาเรียวเล็กนั้นสะท้อนภาพของคน

เพียงคนเดียวในที่นั้น....

 

นิชคุณ...

 


 

“ทำไมมันยุ่งยากอย่างนี้วะ       เฮ้อ...ไอ้สองคนนั้นก็ยามเมื่อลมพัดหวน          หลุดไปอยู่ในโลกส่วนตัวไปแล้ว  

เฮ้ย...ไปเว้ยไป     ปล่อยให้มันเคลียร์กันไปก่อน  มาๆอูยอง  ชานซอง    เฮ้ย...ไอ้แทคไปเรียกสติไอ้สองคนนั้น

หน่อยซิ  บร๊ะ  อะไรกันนักหนาวะ  เนื้อ(ย่าง)กำลังจะเข้าปาก  เสือกเอาเรื่องยุ่งเข้ามาแทรกอีก  อดโว้ย คิมจุนซู

อดอีกแล้ว”  

 

“ไป๊ๆ  อูยอง , ชานซอง  พวกแกมีอะไรสงสัยมาถามชั้นนี่  ท่านคิมจุนซูรู้หมด  ถามอะไรตอบได้  ปล่อยให้ไอ้หุ่นขี้

ผึ้งสองตัวนี้มันเคลียร์เรื่องเก่าเล่าใหม่กันไปก่อน”    พูดจบจุนซูฮยองกับแทคยองก็ลากเราสองคนออกจากที่นั่น 

โดยไม่รอให้ผมกับชานเอ่ยปากคัดค้านซักคำ

 

“ฮยอง..........”  ชานซองเริ่มเปิดประเด็น

 

“หยู๊ดดดดด  ชานซอง  นายหยุดสิ่งที่จะพูดณ.บัดนาว  กองทัพต้องเดินด้วยท้องเฟ้ย  ชั้นจะไม่ตอบอะไรทั้งนั้น

จนกว่าจะมีเสบียงตุนเต็มท้อง   แทคนายไปซื้อของกินมาให้หน่อยซิ  นะนะแทคนะ  นายก็รู้เรื่องนี้มันน้องๆมหา

กาพย์ชัดๆ  ถ้าเล่าจบชั้นคงแห้งตายคาโต๊ะแน่ๆ  นายจะใจร้ายเห็นเพื่อนแสนดีคนนี้ต้องตายอย่างน่าเอน็จอนาถ

ขนาดนั้นเชียวเหรอ”  จุนซูฮยองพูดพร้อมกับช้อนตาแป๋วๆขึ้นมองแทคฮยอง  กระพริบตาวิ้งๆสองทีเพื่อเรียก

ความเห็นใจ

 

“เฮ้ย....ทำไมต้องชั้นทุกทีวะ  ชั้นไม่ใช่เบ๊นายนะเว้ยจุนซู   เราไปคุยกันที่โรงอาหารเลยไม่ดีกว่าเหรอ  จะได้ไม่

ต้องหอบมากินที่นี่อ่ะ”

 

“นายอยากเจ็บคอตายรึไง!   โรงอาหารคนล้านแปด  เราต้องแหกปากแข่งกับคนเป็นร้อย  เล่าเรื่องรักแสนรัดทด

ของไอ้สองคนนั่นในที่ธารกำนัลเนี่ยนะ”

 

“เออ...เออ...จะมีซักวันไหมวะ  ที่ชั้นจะเถียงนายชนะเนี่ย คิมจุนซู   ก็ได้วะ  ยอมเป็นเบ๊ให้ก็ได้”  เบ๊จำเป็นเลย

ต้องพาร่างใหญ่โต  ไปซื้อเสบียงเติมกระเพาะว่างๆของคิมจุนซู

 

ใช้เวลาพักใหญ่ทีเดียวกว่าจุนซูฮยองจะถมกระเพาะตัวเองเต็ม      กว่าจะได้เริ่มเรื่องผ่านไปราวๆเกือบชั่วโมง 

ผมกะชานซองได้แต่นั่งนิ่งมองจุนซูกับแทคฮยองกินกันอย่างเมามันส์   ระหว่างที่กำลังรอพวกฮยองทานข้าว 

ผมก็ได้รู้ว่าผู้ชายคนนั้น คือ  อีจุนโฮ  รุ่นน้องของจุนซูฮยอง  และสถานะที่ทำให้ผมตกใจไม่น้อยคือ  จุนโฮยัง

เป็นแฟนชานซอง  เพื่อนสนิทที่สุดของผมอีกด้วย   ผมและชานผลัดกันเล่าเรื่องราวที่ขาดหายไปของแต่ละคน 

เพื่อต่อจิ๊กซอว์ภาพใหญ่ให้เข้าใจมากขึ้น  โชคชะตาก็ช่างน่าประหลาด  เราสี่คนพบกันต่างวาระแต่กลับวนอยู่ใน

เส้นทางหลักเดียวกัน    และทางย่อยๆสี่สายนั้นกำลังจะซ้อนทับรวมเป็นเส้นทางใหญ่ทางเดียวในอีกไม่ช้า

 

 

เรื่องเล่าต่างๆถูกบอกผ่านปากจุนซูฮยองและแทคฮยอง  คุณฮยองคงรักจุนโฮมากเลยจริงๆ     ถึงได้มานั่งเฝ้าดู

ทุกวี่ทุกวัน  คอยให้ความช่วยเหลือเงียบๆ   ถ้าไม่รักมากคงไม่ทำให้ขนาดนี้  แม้อีกฝ่ายจะไม่รับรู้  แต่ก็ดูแลอยู่ไม่

ห่าง  แต่แทคฮยองบอกว่าสิ่งที่คุณฮยองทำไปเพราะรู้สึกผิด  และจากที่เป็นเพื่อนกันมานาน  แทคฮยองบอกว่า

ระหว่างสองคนนี้มันไม่ใช่ความรักแบบนั้น     โดยเฉพาะคุณฮยอง  คุณฮยองอ่อนโยนเกินไป  ใจอ่อนเกินไป 

และอ่อนหัดต่อความรักมากเกินไป  เลยทำให้เข้าใจความรู้สึกตัวเองผิดไป    ผมก็ไม่รู้หรอกนะ   ว่ามันเป็นอย่าง

ที่แทคฮยองบอกจริง  หรือฮยองพยายามจะปลอบใจผมกันแน่ ดูทุกคนจะรับรู้ความรู้สึกของผมกันหมด  คงมีแต่

คุณฮยองละมั้งที่ความรู้สึกของผมส่งไปไม่ถึงใจฮยองเค้าซักที       ในใจตอนนี้อยากจะเชื่อแทคฮยองมากจริงๆ 

เพราะถ้าเหตุการณ์เป็นแบบนั้น      ผมก็พอจะมีสิทธิ์อยู่ในหัวใจคุณฮยองได้บ้างใช่ไหม        คำถามที่ก็ยังคงไร้

คำตอบ    แม้วันนี้เราจะรู้จักกันมาหลายเดือนแล้ว  แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ยังคลุมเครือเหมือนตอนเริ่มต้น 

ไม่ซิมันคลุมเครือมากกว่าตอนเริ่มต้นรู้จักกันซะอีก 

 

 

ส่วนชานซองดูจะไม่ค่อยแปลกใจนักที่คุณฮยองกับจุนโฮเคยเป็นแฟนกันมาก่อน    เพราะพอรู้มาบ้าง     แค่ไม่

คิดว่าเกาหลีมันจะแคบได้ขนาดนี้  ถึงจะกลุ้มใจว่าจุนโฮของมันจะกลับไปหาคนรักเก่ารึเปล่า            แต่ยังไง

เค้าสองคนก็เป็นแฟนกันแล้ว       ส่วนผม  ผมกับคุณฮยอง  ยังไม่รู้จะจำกัดนิยามความสัมพันธ์ของเราสองคน

ยังไงเลยด้วยซ้ำ  เราเป็นอะไรกัน  สำคัญต่อกันแค่ไหน  มีสิทธิ์อะไรในตัวอีกฝ่ายรึเปล่า  ผมตอบไม่ได้เลยซัก

คำถามเดียว   ถ้าคุณฮยองคิดจะกลับไปคบกับจุนโฮอีก  ผมจะทำอะไรได้  ในเมื่อเราไม่เป็นอะไรกัน  เราไม่เคย

เป็นอะไรกัน  ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกยอกในอก  รักแรกของผมยังไม่ทันเริ่ม ก็มีวี่แววว่าจะจบลงซะแล้ว

 

 

 

“พี่กลับก่อนนะอูยอง  วันนี้อากาศเย็น  อย่าลืมทำตัวให้อุ่นด้วยหล่ะ     เอ่อ....ดูแลตัวเองด้วยนะ    พี่เป็นห่วง”  

กว่าจะรู้ตัว เราก็มายืนอยู่หน้าบ้านผมแล้ว    ความอบอุ่นที่มือหายไป    พร้อมกับเสียงทุ้มของคุณฮยองที่เอ่ยลา  

แล้วเดินจากไป     ฮยองพูดอย่างนี้ทุกวัน  แต่ทำไมวันนี้ผมถึงรู้สึกแตกต่าง รู้สึกเหมือนจะได้ยินเป็นครั้งสุดท้าย 

อยากจะเอื้อมมือไปฉุดข้อมือหนาไว้  แต่ก็ได้แค่คิด  ความเงียบของคุณฮยองตั้งแต่เกิดเรื่อง ก็น่าจะบอกอะไรได้

บ้าง  ถ้าฮยองเค้าแคร์ผมจริงทำไมถึงไม่พูดอะไรบ้าง  ไม่อธิบายอะไรบ้าง  ฮยองจะรู้บ้างไม๊เวลาที่ผ่านไปแต่ละ

วินาที  หัวใจดวงน้อยๆนี้กำลังแตกร้าวไปทุกขณะ  ผมไม่ได้ตอบอะไรกลับไป  ได้แต่พยักหน้า แล้วก้มหน้าก้มตา 

ไม่กล้าแม้จะมองดวงหน้านั้น  กลัวจะเผลอเรียกให้ฮยองหันกลับมา       ผมไม่อยากให้ฮยองลำบากใจ      ตอนนี้

ยองคงไม่พร้อมจะพูดอะไร  แม้เวลาที่ผ่านไปจะทำลายหัวใจของผมไปทีละน้อยๆ แต่ผมก็จะรอ        รอจนกว่า

ฮยองจะอธิบายเรื่องราวที่ผ่านมาให้ผมฟัง  ถึงเวลานี้ผมพร้อมที่จะรับได้ทุกอย่าง  ไม่ว่าเรื่องนั้นจะทำให้ต้อง

เสียใจมากมายขนาดไหนก็ตาม  ในสมองของผมตอนนี้ได้ยินแต่เสียงลานนาฬิกาที่เดินผ่านไปแต่ละวินาทีอย่าง

เชื่องช้าเหลือเกิน 

 

 

 

 

เช้าที่ว่างเปล่า   ไม่มีลมหนาวพัดแผ่ว   ไม่มีเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่นจากท้องฟ้า  ไม่ได้ยินเสียงอึกทึกวุ่นวายยามเช้า

เฉกเช่นทุกๆวัน   ราวกับทุกอย่างรอบๆตัวกำลังนับถอยหลังแล้วหยุดนิ่งอยู่กับที่      เช้าวันนี้ไม่มีแม้แต่.....ผู้ชาย

อบอุ่นคนเดิม ที่เพียงแค่ยิ้มก็ทำให้บรรยากาศหนาวๆนั้นอุ่นวาบขึ้นได้ในทันที  แต่วันนี้มันไม่มีอีกแล้ว  หน้าประตู

คุ้นตาดูว่างเปล่าและเงียบเหงา  เมื่อขาดคนๆนั้นยืนอยู่ข้างๆ   มันว่างเปล่าไปถึงหัวใจของผมตอนนี้ด้วยเช่น

เดียวกัน    สิ่งที่เพิ่มมามีเพียง เศษกระดาษเล็กๆ เสียบอยู่หน้าประตูบ้าน  กับลายมือเรียบร้อยที่คุ้นเคย เพียงแค่

เห็นก็ทำให้น้ำตาที่ไม่ได้ไหลมาตั้งแต่เมื่อวาน หลั่งรินลงมาไม่หยุด  ประโยคสั้นๆ ที่ค่อยๆพร่าเลือนไปเพราะ

หยาดน้ำตาที่คลออยู่เต็มหน่วยตา

 

 

 

วันนี้คงไปส่งไม่ได้  พี่จะไม่อยู่ซักพัก  ดูแลตัวเองดีๆนะอูยอง 

พี่คุณ 

 

 


ผมสำคัญสำหรับคุณฮยองแค่นี้ใช่ไม๊ครับ   ความสำคัญที่เทียบได้กับกระดาษแผ่นเล็กๆ และข้อความสั้นๆ  ที่

ตอนนี้กำลังเลือนหายและเปื่อยยุ่ยไปด้วยน้ำตาที่หลั่งริน   ความสำคัญที่ดูจะเล็กน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับสิ่งที่

จางอูยองคนนี้มีให้นิชคุณ  ผู้ชายที่เป็นความรักทั้งหมดของผม

 

 

 

 

Talk :  ฮาโหลวววววววววว   ก๊อกๆๆๆๆๆ  ก๊องๆๆๆๆๆๆ  มีใครอยู่ไม๊คะ  ยังมีรีดเดอร์คนไหนรอไรเตอร์จอมขี้เกียจคนนี้บ้าง T^T 

ก่อนอื่นต้องขอโทษรีดเดอร์ทุกท่านมากๆเลยค่ะ  ที่ตอนนี้ใช้เวลาลากยาวมาเป็นเดือนเลยทีเดียว  เค้าขอโต๊ดดดด T^T  ถึงจะช้าบ้างไรบ้าง  แต่สัญญาค่ะว่ายังไงก็ต่อจนจบแน่นอน   ^.^

 

แล้วก็ขอกล่าว สวัสดีปีใหม่ค่ะรีดเดอร์ทุกท่าน  ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกคนค่ะ   (คงไม่ช้าไปนะคะ >>> เหรอ???)

 

ตอนนี้แต่งยากมว๊ากกกกก  ไม่รู้จะแต่งออกมายังไงให้เคลียร์ๆ  ไรเตอร์ก็ได้แต่หวังว่ารีดเดอร์อ่านแล้วจะเข้าใจในตัวละครแต่ละตัวมากขึ้นนะคะ   เข็นเจย์ออกมาเป็นแขกรับเชิญ  แต่มีบทพูดมากกว่าตัวเอกซะอีก  กร๊ากๆๆ  ก็ลุงเค้าเก็บกดนี่นา  กว่าจะได้ออก  เลยฝอยเยอะไปหน่อย  ฮ่าฮ่า   จริงๆไม่ได้กะจะให้เจย์มีบทบาทขนาดนี้  แต่เขียนแล้วมันส์มือค่ะ  คิคิ    เนื้อเรื่องตอนนี้

ใจจริงอยากจะเขียนให้หนัก  บีบน้ำตาเล็ด  น้ำตาย้อย   เอิ่ม...แต่ไรเตอร์ยังฝีมือไม่ถึงขั้นค่ะ  เลยออกมาได้แค่นี้ T^T  จะพยายามฝึกปรือฝีมือเรื่อยๆค่ะ   ยังไงก็ติชมกันมาได้นะคะรีดเดอร์  อย่าเพิ่งหนีหายไปไหนน้า  อิอิ

 

คอนเด็กบ่ายก็ใกล้กันเข้ามาแล้ว  รีดเดอร์จองบัตรกันรึยังคะ  ไรเตอร์ทั้งสองคนไปนั่งเฝ้าหน้าสยามดิสกันทั้งคืน  กลับมาหวัดรับประทานกันงอมแงมยังไม่ฟื้นเลยค่ะ   ก็นะคอนเต็มรูปแบบของหนุ่มๆทั้งทีน้อยกว่านี้ได้ไง   รีดเดอร์หล่ะคะ ได้บัตรโซนไหน

กันบ้าง  เมาส์มอยกันได้นะคะ  อิอิ.... (ไรเตอร์นั่งโซน 4500 ค่ะ  อยากจะยืน แต่สังขารไม่เที่ยง บ่ายคล้อยแล้ว คาดว่ายืนไปคงได้ข้อเข่าเคลื่อนเข้าโรงบาลตามปู่คิม  กรั๊กๆ)

 

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่ยังคงเข้ามาอ่านฟิคป่วงๆ  ของไรเตอร์ดวกๆคนนี้นะคะ  แค่คอมเมนท์สั้นๆของคุณก็เป็นกำลังใจให้เรามากมายค่ะ  ^.^

 

Writer2 : Pure Wing

 

ปล.จัดหน้าลงบล็อคยากซะยิ่งกว่าแต่งฟิค  ทำไมช้านต้องมานั่งจัดหน้าใหม่สองสามรอบหล่ะเนี่ย  แงงงง  ถ้ารีดเดอร์เจอเว้นวรรคแปลกๆ  ขออภัยด้วยนะคะ  อาจหลงหูหลงตาไปบ้าง T^T

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอวววววววววว *กระโดดเกาะหลังไรเตอร์* สุดยอดมากค่าาา หายไปนานมาก คิดถึงมาก ยาวมาก ล้ำลึกมาก สำนวนสวยงามมาก และ ดีใจมากกกก ที่กลับมาต่อแล้ว TwT

เม้นอะไรก่อนดีล่ะพูดไม่ถูกเลย อย่างแรก: ยาวมาก ดีค่ะชอบ 555 อยากอ่านยาวๆ แต่เงียบไปนานแบบนี้แอบใจหายนะคะ >< หวังเล็กๆว่าจะได้อ่านตอนต่อไปเร็วๆนี้

เนื้อเรื่องเศร้าตามคาด หมายถึงว่า สงสารน้องยอง T_T น้องเศร้ารุนแรงสินะ แต่เศร้าเกินคาดก็ตรงที่พี่คุณดันมาหายตัวไปเฉยๆซะอีก ใครบอกว่าไม่บีบคะเนี่ย TAT ถึงน้ำตาไม่ไหลแต่ปวดใจแปล๊บๆ

พาร์ทความหลังระหว่างพี่คุณกะน้องโฮ เราเคยพยายามหาอยู่นานจากใน Lucky แต่ก็ไม่ได้รายละเอียด คาใจมานานว่าพี่คุณทำความผิดอะไรไว้ ดีใจจังตอนนี้รู้หมดละ 555 มีเกริ่นถึงเจย์ด้วยเนะ >< เก่งจังเลยค่ะ ให้บ่ายสองทุกคนเข้ามามีบทบาทในเรื่องได้ อ่านแล้วนึกหน้าเจย์ตามไปด้วยเลยอะ แอบฮา 555

อยากจะบอกว่า สำนวนของไรเตอร์เพราะมาก สวยมากกกก >< ยอดเยี่ยมเลยค่ะ น่ามอบโล่ห์ภาษาไทยดีเด่นให้อะ แต่ไม่มี เอาใจเค้าไปก่อนละกันนะ ฮิ้ววว
รออ่านตอนต่อไปนะคะ จะจบแล้วงิ พี่คุณรีบกลับมาปลอบใจน้องแก้มเร็วๆน้าาา

#1 By ~iii~ (115.87.152.30) on 2012-01-18 02:25

ขอบคุณมากค่ะที่เข้ามาติดตามอยู่เสมอ อ่านคอมเมนท์แล้วตัวลอยเลยค่ะ (ดีนะน้ำหนักมิใช่น้อย มิงั้นชนเพดานละ ฮ่าฮ่า) ขออภัยที่หายไปนานมว๊ากกกกก ตอนหน้าจะพยายามเข็นให้เร็วที่สุดเท่าที่ไรเตอร์สปีดหอยทากคนนี้จะทำได้ค่ะ อิอิ....

และก็ดีใจมากค่ะที่อ่านแล้วชอบ บทนี้ไรเตอร์เขียนอยู่นานมากค่ะ แก้แล้วแก้อีก กลัวเขียนแล้วมันจะเวิ่นเกินไปไม๊ เยอะไปไหม เรื่องซีนอารมณ์นี่ยังอ่อนประสบการณ์มากจริงๆค่ะ คงต้องไปฝึกปรือฝีมืออีกเยอะเลย จบเรื่องนี้แล้ว อย่างที่เคยสัญญาไว้ว่าจะมีตอนพิเศษ ก็ยังมีแน่นอนค่ะ ไรเตอร์แอบอยากลองภูมิตัวเองแต่งแนวนี้ดูบ้าง (แนวไหนอุ๊บอิ๊บไว้ก่อนเดี๋ยวไม่ตื่นเต้น อิอิ) ไว้ลองติดตามกันนะคะ ว่าจะเขียนเอาอ่าวกะเค้ารึเปล่า ฮ่าฮ่า

ขอบคุณสำหรับคอมเมนท์มากจริงๆค่ะ หายไปนานนึกว่ารีดเดอร์จะหายไปหมดแล้วซะอีก ดีใจมากๆเลยค่ะ ที่ยังมีคนติดตามอยู่ ขอบคุณมากมายจากใจค่า ^^double wink

#2 By 2PM FanFic on 2012-01-18 09:58

แงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
อ่านไปเพลินๆๆๆๆพอจาจบมาทำบ่อน้ำตาที่แสนจะตื้นของเราแตก ซะงั้น

อะไรที่เกี่ยวกับน้องอูยองอ่ะ ขอบอกว่า ทนไม่ด้ายยยยยยยยยยยยยยยย
มาต่อให้แฮปปี้ เอนดิ้งเลยน๊าาาาาาาาาาาาาา ไม่งั้นมีงอนจริง!!!!!!!!

#3 By Shin HyoHwa (27.55.0.9) on 2012-01-18 17:49

เรื่องราวต่างๆเคลียร์มากๆค่ะ รีดเข้าใจความเป็นมาทั้งหมดแล้ว big smile

ตอนนี้ก็คงจะมาลุ้นกะเด็กด้งต่อ ว่าจะเข้าไปอยู่ในใจของคุณฮยองได้มั๊ย

แอบสงสารเด็กด้งเล็กๆ ความสัมพันธ์คลุมเครือจริงๆ

แถมหลังจากที่คุณฮยองเคลียร์กะนูนอเรียบร้อย

คุณฮยองยังแอบชิ่งไปไหนอีก ใจแป้วแทนเด็ก question

รออ่านตอนต่อไปนะคะ

#4 By khundong (115.87.65.184) on 2012-01-18 20:57

อ่าห์ อ่านตอนนี้จบก็เหมือนจะบรรลุกลายๆ เข้าใจถึงสัจธรรมของฟิคนี้ขึ้นมา 55+

ตอนหน้าตอนจบแล้วสินะค่ะ แล้วอย่าลืมตอนพิเศษนะค่ะ big smile big smile

ไรเตอร์ฟิตมากมายที่ไปต่อแถวข้ามคืน

รีดเดอร์ไปตอน 6 โมงเช้าได้คิว 200 กว่า

กว่าจะถึงคิวที่ดีๆก็เกลี้ยงแล้ว เลยไปลุ้นเอากับ TTM ยังดีที่ได้ เฮ้อออ

#5 By Manee (58.8.234.249) on 2012-01-26 20:42

แว้กกกกกกกกก พี่คุณไปไหนนนนน
กลับมาก่อนนนนนน เด็กมันเบะแล้วนั่น
กลับมาปลอบเดี๋ยวนี้เลยน้า

#6 By Tumbmong on 2012-03-20 01:07