[Fiction-2PM] The Knights of Athens 2/?
posted on 04 Jan 2012 23:55 by write-sara in 2PMFanficChapter 2
โครม!!!!
เสียงเก้าอี้ที่ล้มฟาดลงไป พร้อมเจ้าของร่างกายสูงใหญ่ที่พลัดหงายหลัง เรียกเสียงหัวเราะเยาะให้ดังขึ้นจากอัศวินหนุ่มหน้าหวานคู่ปรับเจ้าประจำออกมาได้
“นายว่ายังไงนะ” แทคยอนหลุดคำถามออกมา พร้อมกับขยับลุกขึ้น มือขวาคลำอยู่ที่สะโพกที่ฟาดกับพื้นเข้าอย่างจัง หน้าคมเข้มเหยเก ก่อนจะเก็บเก้าอี้ที่ตัวเองนั่งโยกจนเผลอทำหงายหลังเพราะตกใจกับคำบอกกล่าวของจุนซู
จุนซูกวาดสายตาไปมองปฏิกิริยาของชานซอง ที่ตอนนี้หน้าของชานซองก็ขมวดยุ่ง ดวงตาฉายแววครุ่นคิด ที่เขาไม่คิดหรอกว่าชานซองจะคิดอะไรจริงๆ หรือถ้าคิดก็คงคิดเรื่องของกินมากกว่าเรื่องที่คุยกันอยู่ เพราะเรื่องแบบนี้ชานซองไม่เคยใส่ใจอะไรอยู่แล้ว ไม่ว่าเพื่อนจะบอกยังไงชานซองก็พร้อมจะเออออห่อหมกด้วยตลอด
“ชั้นบอกว่า....พวกเราต้อง-เดิน-ทาง-ไป-เด-มอน” จุนซูกลอกตาขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย เอ่ยเน้นหนักทีละคำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องทำงานได้ยินอย่างชัดเจน
“ไปทำไม” เสียงเอ่ยถามดังมาจากชานซองคนที่นั่งฟังอยู่เงียบๆตั้งแต่แรก
นิชคุณขยับลุกขึ้นก่อนจะชิงตอบออกมาแทนจุนซูเสียเอง “ชั้นสองคนว่าเรื่องนี้มันแปลกๆ ปีศาจพวกนั้นต้องมาจากเดมอนแน่ๆ แต่มันมาทำไมไม่มีใครรู้ และในเมื่อเราจับพวกมันมาสอบสวนไม่ได้ พวกเราก็เดินทางออกไปหาต้นตอมันเลยน่าจะดีกว่า”
“นายก็ว่างั้นเหรอจุนซู” แทคยอนหันกลับไปถามความเห็นจากเพื่อนรักอีกคน ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับ
“ถึงเรื่องนี้จะมีข้อดีที่ทำให้เศรษฐกิจของเมืองเราดีขึ้นก็เถอะนะ แต่ว่าค่าเสียหายที่เกิดจากการสู้รบเนี่ยมันก็หนักหนาสาหัสเอาการเหมือนกัน ชั้นไม่อยากมาแบกรับภาระ เกณฑ์แรงงานออกไปซ่อมเมืองบ่อยๆหรอก ที่สำคัญ....” พูดแค่นั้นจุนซูก็หันไปยักคิ้วให้กับแทคยอน ที่พออีกฝ่ายเห็นรอยยิ้มของเพื่อนก็เข้าใจได้ทันทีว่าเพื่อนคิดอะไรอยู่
นิชคุณที่มองปฏิกิริยาของสองคนตรงหน้าแล้วก็หงุดหงิดจนอดไม่ได้ที่จะถามออกมา “ที่สำคัญอะไร”
จุนซูลอบสบตากับแทคยอนไม่ยอมตอบ เสลุกเดินหนีออกจากห้องไปเฉยๆ ยิ่งทำให้คนหน้าขาวยิ่งบูดบึ้งขึ้นทุกที คนที่ยังอยู่ในห้องอย่างแทคยอนก็เลยได้รับค้อนปอนด์เขวี้ยงเข้าใส่อีกสามตลบ จนเจ้าตัวยกมือยอมแพ้ให้กับมือขว้างค้อนอันดับหนึ่งของเมือง
“จะอะไรถ้าไม่ใช่ว่าจุนซูมันจะถือโอกาสออกไปเที่ยวน่ะสิ” แทคยอนเอ่ยกลั้วหัวเราะออกมา ก่อนจะขยับลุกขึ้นหยิบดาบขึ้นมาสะพายเตรียมออกไปลาดตระเวนรอบเมือง “เดินทางอะไร ยังไงเมื่อไหร่ก็บอกแล้วกัน ชั้นไปก่อนนะ” เจ้าตัวโบกมือให้กับเพื่อนอีกสองคนก่อนจะเดินออกจากห้องทำงานมาอีกคน
“แล้วช่วงพวกเราไม่อยู่ใครจะดูแลเมืองล่ะ” ชานซองที่นั่งฟังอยู่นานเอ่ยถามขึ้นมา ซึ่งนั่นแปลว่าเขาไม่ปฏิเสธที่จะร่วมเดินทางในครั้งนี้อย่างแน่นอน
นิชคุณที่กำลังขมุบขมิบส่งคำบริภาษชุดใหญ่ให้กับคนสองคนที่เพิ่งเดินออกจากห้องไป หันกลับมาตอบคำถามอย่างที่คิดคำตอบไว้ก่อนหน้านี้แล้ว
“ชั้นไปปรึกษากับพวกขุนนางและท่านอาจารย์มาแล้ว ช่วงพวกเราไม่อยู่ก็ฝากให้ท่านอาจารย์มินแจ กับรองอัศวินแต่ละหน่วยดูแลแทนไปก่อน พวกขุนนางกับเสนาบดีที่นั่งว่างๆก็ให้มาดูแลงานแทนชั้นกับจุนซู ส่วนนายสองคนก็จัดรอบการลาดตระเวนไปเลยแล้วกัน คงไม่มีอะไรวุ่นวายมากหรอก พวกบ้าพลังมารวมตัวกันอยู่ในเมืองเยอะแยะไปหมด พวกเราแทบไม่ต้องกำจัดปีศาจด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาก็มีแค่ไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเล็กๆน้อยๆ พวกเราคงไปไม่นานหรอก หวังว่าจะอย่างงั้นนะ” พูดจบเจ้าตัวก็เดินไปยืนพิงอยู่ที่กรอบหน้าต่าง คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากัน สองมือยกขึ้นมากอดอกอย่างเคยตัว
ชานซองพยักหน้ารับ พร้อมกับลุกขึ้นเอ่ยปากชวนนิชคุณไปหาอะไรกินที่ห้องอาหาร ตั้งแต่เช้าเขากินแค่ขนมปังไม่กี่ก้อน กล้วยไม่กี่หวี และนมอีกแค่ไม่กี่แก้ว แต่ต้องเดินลาดตระเวนทั่วเมือง เล่นเอาตอนนี้แทบไม่มีแรงจะพูด เมื่อกี๊นั่งฟังที่จุนซูพูดรู้เรื่องก็ดีเท่าไหร่แล้ว
“ไปหาอะไรกินกันเถอะ หิวมาก” ชานซองลุกออกเดินนำหน้า ซึ่งอีกฝ่ายก็ขยับก้าวขาเดินตามออกมาจากห้องทำงาน
ที่ห้องอาหารเวลานี้ผู้คนบางตาเพราะว่าเลยเวลาอาหารเย็นมานานมากแล้ว ชานซองเดินไปสั่งอาหารมาสองสามอย่างจากบรรดาของที่ยังเหลืออยู่
“นายไม่กินเหรอนิชคุณ” พอเห็นว่าเพื่อนเอาแต่นั่งเฉย เจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นจากข้าวจานที่สี่มาถาม
“ชั้นกับจุนซูกินไปตั้งแต่เย็นแล้ว นายกินไปเถอะ เดี๋ยวชั้นไปเอาน้ำมาให้” นิชคุณลุกขึ้นเดินไปซึ้อน้ำผลไม้มาให้เพื่อนกับตัวเองอย่างละแก้ว
หลังจากกินข้าวไป 5 จาน กล้วย 1 หวี ขนมปัง 3 ชิ้น และน้ำผลไม้ 1 แก้ว ชานซองก็เงยหน้าขึ้นมาหาเพื่อนที่มานั่งดูเขากินอยู่เกือบชั่วโมง
“นี่นิชคุณ ถามจริงๆเถอะ นายคิดว่าเรื่องนี้มันมีอะไรแปลกๆงั้นเหรอ” คนที่ส่วนใหญ่เอาแต่นั่งฟังเพื่อนๆคุยกันเอ่ยปากถามออกมาตรงๆ
นิชคุณถอนหายใจก่อนจะพยักหน้ารับ “เมื่อวานชั้นกับจุนซูเข้าไปปรึกษากับท่านอาจารย์ พวกเราเห็นตรงกันว่า งานนี้ที่เดมอนต้องมีปัญหาภายในอะไรแน่ๆ จริงๆก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งหรอกนะ ถ้าไอ้พวกบรรดาปีศาจมันจะไม่มาก่อความวุ่นวายในเมืองเรา ถึงจะต้องแส่เข้าไปหาเรื่องถึงที่ก็เถอะ แต่ก็ดีกว่าปล่อยไปแบบนี้เรื่อยๆ ไม่งั้นก็ปั่นป่วนกันไม่หยุดไม่หย่อน”
“ใช่แล้ว และที่สำคัญนานๆพวกเราจะได้ออกไปนอกเมืองสักที พวกนายไม่คิดว่ามันน่าสนุกหรอกเหรอ” คนที่ถูกเอ่ยถึงก่อนหน้า อยู่ดีๆก็เดินเข้ามาทรุดลงนั่งข้างๆนิชคุณ ก่อนจะยื่นหน้าเข้ามากระซิบกระซาบประหนึ่งว่ามีเรื่องสำคัญจะปรึกษา แต่พอเจ้าตัวพูดจบก็ถูกชานซองที่ปกติไม่ค่อยจะแสดงอารมณ์อะไรออกมายื่นมือมาผลักหัวจนเกือบหงายหลังตกเก้าอี้ ก็แรงหยอกเอินของเจ้าชานซองคนนี้มันน้อยอยู่เสียเมื่อไหร่ สมแล้วที่เกิดมาเป็นอัศวิน
“นายนี่ทำเป็นเล่นได้ตลอดเวลาเลยนะจุนซู ดูหน้านิชคุณสิ เดี๋ยวนายก็โดนค้อนตอกจมดินหรอก” คนที่ควรจะต้องไปเดินลาดตระเวนอยู่ตอนนี้กลับเข้ามาตอนไหนไม่รู้ แต่ตอนนี้แทคยอนก็เดินเข้ามาสมทบกับเพื่อนๆที่ห้องอาหารอีกคน และแทนที่ค้อนจะถูกขว้างไปที่จุนซู ตอนนี้ค้อนจากดวงตาหวานๆก็ย้อนกลับมาเขวี้ยงฉับเข้าที่คนหน้าเป็นที่นั่งยิ้มอวดฟันขาวราวกับตัวเองเป็นนายแบบยาสีฟัน
“ทำไมนายกลับมาเร็วจัง” ชานซองหันมาถามเพื่อนเพราะเห็นว่ายังไม่ได้เวลาที่จะผลัดเวรตรวจการ
“จุนซูตามให้กลับมาน่ะ” แทคยอนพยักเพยิดไปทางจุนซู ซึ่งคำตอบนั้นก็เรียกให้สายตาอีกสองคู่หันกลับไปมองที่จุนซูเป็นจุดเดียวกัน
คนที่ตกเป็นเป้าสายตาของเพื่อนยกมือขึ้นเกาที่ท้ายทอย ก่อนจะเหลียวมองไปรอบๆ ตอนนี้ในห้องอาหารเหลือเพียงแค่พวกเขาสี่คน กับคนงานในครัวที่กำลังเก็บกวาดทำความสะอาด คงไม่มีใครใส่ใจจะมาฟังสิ่งที่พวกเขาคุยกันสักเท่าไหร่
“คือชั้นมีข่าวมาบอกพวกนายน่ะ” เจ้าตัวเว้นจังหวะ ส่งยิ้มยียวนตามแบบฉบับให้กับเพื่อนๆ ก่อนจะพูดอธิบายต่อไป
“ชั้นได้ข่าวมาจากพวกบรรดาสายข่าวของเราที่กระจายอยู่ตามแถบชายแดนของเดมอน”
“สายข่าว??” นิชคุณเอ่ยถามขัดจังหวะขึ้นมา ส่งผลให้คนที่ถูกขัดจังหวะส่งเสียงจิ๊กจั๊กอย่างขัดใจ ทำเอาแทคยอนถึงกับปล่อยหัวเราะคิกเพราะถูกใจที่นิชคุณถูกเอาคืนเสียบ้าง แต่พอหันไปเห็นสายตาวาววับเจ้าตัวก็ขยับท่านั่งทำเป็นตั้งอกตั้งใจฟังที่จุนซูพูดต่อ
“เป็นอย่างที่ชั้นกับนิชคุณคิดจริงๆ เพราะมีข่าวลอดออกมาว่า ตอนนี้การเมืองภายในของเดมอนกำลังมีปัญหาอย่างหนัก องค์จักรพรรดิถูกปลงพระชนม์ เจ้าชายรัชทายาทต้องหนีหัวซุกหัวซุน เพราะเสนาบดีคนสนิทคิดยึดบัลลังค์ แถมเจ้าเสนาบดีนี่ยังล้มล้างนโยบายเดิมของจักรพรรดิองค์ก่อนลงอย่างสิ้นเชิง”
“นโยบายอะไร” แทคยอนเผลอเอ่ยขัดขึ้นมาอย่างลืมตัว
“พวกนายนี่จะให้ชั้นเล่าให้จบก่อนแล้วค่อยถามทีเดียวได้มะ ขัดจังหวะกันจริงวุ้ย” จุนซูส่งเสียงจึ๊กจั๊ก ส่ายหน้าอย่างขัดใจที่โดนขัดจังหวะ
“อ่ะ เล่าต่อๆ” ชานซองรีบพยักเพยิดให้เพื่อนพูดต่อด้วยความอยากรู้
“ไอ้นโยบายที่ว่าก็คือ การที่เหล่าปีศาจจะต้องไม่ออกมาวุ่นวายนอกเหนือดินแดนเดมอน หรือถ้าจะออกมาก็ทำได้แค่ติดต่อค้าขายตามชายแดนเท่านั้น เรียกว่านโยบายสมานฉันท์อยู่ร่วมกับมนุษย์อย่างสันติอะไรเทือกๆนั้นนั่นแหละ”
เจ้าตัวเว้นจังหวะ กระตุ้นให้เพื่อนๆเพิ่มความอยากรู้ก่อนจะเอ่ยปากเล่าต่อ
“พวกนายก็เห็นใช่มะว่าก่อนหน้านี้ถึงจะมีเสียงเล่าลือถึงดินแดนปีศาจยังไง แต่มันก็เป็นแค่ตำนาน ที่ผ่านมาพวกเราก็ไม่เคยเห็นว่าเดมอนจะมีพิษสง หรือว่าก่อความวุ่นวายอะไรที่ไหน แล้วเท่าที่ชั้นรู้มา แถบๆชายแดนเดมอนน่ะ เป็นแหล่งแลกเปลี่ยนการค้าที่สำคัญเลยนะ ชาวบ้านแถวนั้นก็มีความสุขดี นี่ถ้าไม่เกิดเรื่องวุ่นวายจนอยู่ไม่ได้ล่ะก็ ไอ้สายข่าวที่ส่งไปคงจะลาออกไปค้าขายลงหลักปักฐานอยู่นั่นแล้วเหมือนกันนั่นล่ะ”
พูดจบเจ้าตัวก็ยกมือขึ้นมาตบโต๊ะดังฉาด และกวาดสายตามองปฎิกิริยาของเพื่อนๆแต่ละคน แต่ก่อนที่เพื่อนๆจะเอ่ยปากถาม เจ้าตัวก็ยกมือขึ้นห้าม พร้อมกับเริ่มต้นเล่าข่าวของตัวเองต่อ
“ทีนี้กลับมาที่เรื่องปัญหาภายในของเดมอน อย่างที่บอกนั่นแหละว่าเสนาบดีที่ยึดอำนาจเนี่ยมันล้มเลิกนโยบายสมานฉันท์กับมนุษย์ เพราะมันดูถูกว่ามนุษย์ผู้ต่ำต้อยเนี่ยจะมาเป็นเพื่อนกับปีศาจได้ยังไง เพราะฉะนั้นมันก็เลยคิดที่จะขยายดินแดนของตัวเองออกมา โดยเมืองแรกที่มันอยากจะได้ก็คือเมืองของเรา”
“หา!!!” สามเสียงของคนที่นั่งฟังอยู่ประสานดังขึ้นมา จนคนเล่าต้องรีบจุ๊ปากให้เพื่อนๆลดเสียงลงมาก่อนที่พวกเขาจะเรียกความสนใจจากบรรดาแม่ครัวและคนงานที่ยังคงเก็บกวาดห้องอาหารให้หันมามอง
“เออ ไม่ต้องตกใจหรอก มันเรื่องจริง และข่าวชั้นก็ไม่มั่ว” จุนซูยึดนั่งตัวตรงยกมือขึ้นมากอดอกอย่างวางภูมิ
“แล้วทำไมมันถึงเล็งเมืองเราเป็นเมืองแรก” แทคยอนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามขึ้นมา
จุนซูเหยียดยิ้มที่มุมปาก หันมองหน้าเพื่อนที่ละคน และสบตากับนิชคุณที่ขณะนี้วงหน้าขาวเครียดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คิ้วขมวด สองมือยกขึ้นกอดอกอย่างที่เจ้าตัวมักเผลอทำเวลาที่ใช้ความคิดอย่างหนัก
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์” นิชคุณเอ่ยพึมพำออกมาเสียงเบา ซึ่งพอพูดจบวงหน้าเรียวขาวก็ยิ่งมีร่องรอยหวั่นใจชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
“บิงโก สมแล้วที่เป็นท่านนิชคุณผู้ชาญฉลาด” จุนซูหันไปทำท่าปรบมือเปาะแปะให้ในความเฉลียวฉลาดของเพื่อนรัก
“หมายความว่ายังไง” ชานซองกับแทคยอนเอ่ยถามออกมาเกือบจะพร้อมกัน
“ง่ายๆเลยว่า ถ้าเดมอนยึดดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ เมืองอื่นๆก็จะเสียขวัญ และมันก็ไม่ยากเลยที่จะเข้าตีเมืองอื่นๆตามมา ช่วงนี้ยังไม่ได้เริ่มสงครามจริงๆหรอก มันแค่ส่งพวกลูกกระจ๊อกมาดูลาดเลาเท่านั้นแหละ” จุนซูแย้มรอยยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่ไม่รู้ว่าเป็นยิ้มเยาะหรือว่ารอยยิ้มเหี้ยมเกรียมกันแน่
“ถ้ามันตั้งใจยึดเมืองเรา แล้วถ้าพวกเราไม่อยู่ จะไม่ยิ่งแย่เหรอ” ชานซองเอ่ยแสดงความคิดเห็นออกมา หน้าคมฉายรอยครุ่นคิด
จุนซูยกมือขึ้นโบกไปมา “ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้าเสนาบดีนั่นจะยังใช้อำนาจได้ไม่เต็มที่นักหรอก”
“นายรู้ได้ยังไง” เจ้าของตำแหน่งหัวหน้าอัศวินแทคยอนขยับยื่นหน้าเข้ามาถาม
“ตอนนี้ที่เดมอนก็ยังแบ่งเป็นสองฝ่ายอยู่ พวกฝ่ายที่ยังภักดีกับจักรพรรดิ์องค์ก่อนก็ยังคงมีมากอยู่ ทำให้เสนาบดีนั่นยังรวมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ได้ ก็เลยยังทำอะไรไม่ได้มากนัก ตอนนี้เห็นว่าฝ่ายที่ภักดีกับจักรพรรดิ์องค์ก่อนกำลังรวบรวมกำลังคนเพื่อช่วยให้เจ้าชายรัชทายาทกลับขึ้นครองบัลลังค์ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า....”
คนเล่าเว้นจังหวะหายใจก่อนจะเล่าต่อ “ตอนนี้เจ้าชายรัชทายาทหายตัวไปเนี่ยสิ พวกนั้นก็เลยไม่รู้จะทำยังไงกันต่อไปดี”
“แล้วนายคิดว่ายังไง” นิชคุณที่นั่งเงียบไปนานเอ่ยขัดขึ้นมา อย่างพอจะเริ่มเดาเรื่องราว และความคิดของเพื่อนจอมวางแผนได้ลางๆ
“คิดเหมือนที่นายกำลังคิดนั่นแหละนิชคุณ” เจ้าของข่าวยักไหล่ พร้อมกับปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเบาๆ
“คิดอะไรกัน” ชานซองหันซ้ายหันขวามองหน้านิชคุณกับจุนซูสลับกันไปมา เพราะไม่รู้ว่าเพื่อนทั้งสองคนคิดอะไรอยู่ในใจกันแน่ แต่ไม่ว่าจะอะไรถ้าเพื่อนบอกๆให้ทำ เขาก็ยินดีจะร่วมมือด้วยเสมอ
“ง่ายๆเลยนะเพื่อน ที่พวกเราต้องทำก็แค่ ทำตัวเป็นพระเอกขี่ม้าขาว ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มที่ภักดีกับจักรพรรดิองค์เก่า ช่วยตามหาเจ้าชายรัชทายาท โค่นอำนาจเสนาบดีปีศาจประสาทกลับนั่น และส่งเจ้าชายกลับคืนสู่บัลลังค์ทอง แล้วโลกก็จะสงบสุข คึคึคึ” จุนซูทำท่าผายมือออกก่อนจะปล่อยหัวเราะคิกคักอย่างถูกใจ
“ชั้นว่ามันจะไม่ง่ายขนาดนั้นน่ะสิ” แทคยอนเอ่ยขัดขึ้น แต่ใบหน้าเจ้าตัวยามนี้กลับมีร่องรอยถูกใจกับสิ่งที่เพื่อนบอก ก็เรื่องน่าสนุกขนาดนี้ใครจะไปอยากพลาดกันล่ะ
“ก็เพราะมันไม่ง่ายน่ะสิ เรื่องนี้พวกเราสี่คนถึงต้องลงไปจัดการเอง เข้าใจ๋” จุนซูหันกลับมาเอานิ้วจิ้มไปที่หัวของเพื่อนรักก่อนจะปล่อยหัวเราะออกมา
นิชคุณพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาอีก “แล้วเราจะติดต่อกับกลุ่มที่ภักดีอะไรนั่นได้ยังไง”
“จุ๊ๆๆ เรื่องนี้ไม่ยาก” จุนซูยกนิ้วชี้ขึ้นมาส่ายไปมาอยู่ตรงหน้า “ชั้นติดต่อไว้แล้ว แค่พวกเราเดินทางไปให้ถึงชายแดนเมืองเดมอน ที่เหลือเดี๋ยวท่านจุนซูคนนี้จัดการให้เอง ขอให้บรรดาสหายของข้าโปรดวางใจ ฮ่าๆๆ”
“เอาล่ะ ที่เหลือพวกนายก็แค่เตรียมตัวให้พร้อม งานนี้อาจต้องรับศึกหนักหน่อยนะ อีกสามวันเตรียมออกเดินทางได้” พูดจบเจ้าตัวก็ลุกขึ้นเตรียมตัวเดินออกจากห้องอาหาร
“ทำไมต้องสามวัน?” เสียงใครคนหนึ่งในกลุ่มเปรยขึ้นมาเบาๆ แต่คนที่นัดวันเดินทางก็ยังอุตสาห์หันกลับมาตอบให้เพื่อนๆได้ชื่นใจก่อนเดินจากไปว่า
“ขอเวลาทำตัวหล่อก่อนออกไปเจอสาวๆหน่อยดิว๊า พวกนายนี่ไม่สุนทรีย์เอาซะเลย”
พูดจบคนมีอารมณ์สุนทรีย์ก็เดินลอยชายออกไป ทิ้งให้อีกสามคนส่ายหน้าด้วยความระอา ก่อนจะแยกย้ายกลับไปทำงานของตัวเอง
Talk: ตอนสองแล้วเจ้าข้าเอ๊ย กระจองงอง กระจองงอง!
เดี๋ยวรีดเดอร์จะหายซะหมด ยังไม่ลืมกันชิมิ ชิมิ งุงิ งุงิ (ภาษาอะไรของแกร??)
อ่านตอนสองแล้วเป็นไงบ้างคะ วิพากษ์วิจารณ์ติชมกันได้น๊า ไรต์เตอร์ชอบอ่าน ฮี่ๆๆ
ปอลิง.แทคยอนเอ๋ย เจ้าจะต้องยอมท่านนิชคุณตลอดชาติ ฮ่าๆๆ
กว่าจะจบเรื่อง งานนี้แทคคงโดนค้อนตอกจนแบนติดดินแน่ๆ คิคิ
ท่านอัศวินชานบุคลิกเรื่องกินคงจะชัดเจนไปอีกนาน ติดตัวจนตายเช่นกัน
และท่านจุนซู ท่านจะเจ้าเล่ห์ไปรึป่าวหว่า แต่ส่วนตัวไรท์เตอร์ชอบให้ตาแก่นี่เจ้าเล่ห์นะ อิอิ
แล้วเจอกันตอนต่อไปนะคร๊า ^^

เรื่องนี้จะมีใครคู่ใครป่ะเนี่ย ฮุๆ
#1 By wtmg (125.24.213.156) on 2012-01-05 02:02