[SF-Junsu feat. TK] First Time Love
posted on 04 Feb 2012 19:52 by write-sara in 2PMFanficTitle : First Time Love
Rating : G
Author : Banana-Sherbet
“จุนซูฮยอง สวัสดีครับ” เสียงเรียกจากด้านหลังทำให้ผมต้องหันกลับไปมอง “คิดแล้วเชียวว่าต้องเจอฮยองที่นี่” เสียงเดิมยังคงเอ่ยทักทายต่ออย่างสนิทสนมคุ้นเคย
“นายสบายดีเหรอคุณ” ผมยิ้มให้ก่อนจะเอ่ยปากทักกลับผู้ชายผิวขาวตากลมโตที่ยืนอยู่ตรงหน้า นิชคุณยังคงน่ารักสดใสเสมอสำหรับผู้พบเห็น เด็กผู้ชายที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มจริงใจ ดวงตากลมใสที่รับกันกับคิ้วหนาบนดวงหน้ารูปไข่
“สบายดีครับ ตอนนี้ฮยองอยู่ที่ไหน ผมไม่เจอฮยองนานเลย”
“ชั้นกลับไปทำงานที่แดกูน่ะ นายล่ะยังอยู่ที่เดิมสินะ”
“ใช่ครับ วันนี้แทคยอนก็มาด้วยนะครับ เดี๋ยวคงได้เจอกัน เราเข้าไปในงานกันเถอะครับ” พูดจบเจ้าตัวก็จับจูงมือของผมให้ออกเดินก้าวตามเข้าไปในงานเลี้ยงครบรอบ 100 ปีของมหาวิทยาลัยที่พวกผมจบมา
ขาผมก้าวตามเด็กผู้ชายตัวขาวตรงหน้า ที่แม้เวลาจะผ่านไปกี่ปี นิชคุณก็ยังคงดูเป็นเด็กเสมอแม้พวกเราจะเลยวัยที่เรียกว่าเด็กมาอยู่หลายปีแล้วก็ตาม ปากบางเอ่ยชวนคุยเจื้อยแจ้วเจรจาไปตลอดทาง ก่อนจะพาผมมาหยุดลงตรงโต๊ะที่มีผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ผิวเข้มในชุดสูทสีเทายืนถือเครื่องดื่มส่งยิ้มมาให้ทางเราสองคน
“แทคยอน มานานแล้วเหรอฮะ” นิชคุณปล่อยมือผมผละไปหาชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะเอื้อมมือไปขยับเนคไทของอีกฝ่ายให้เข้าที่ พร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานและประกายตาระยับไปให้
“มาถึงก่อนนายนิดเดียวเอง หิวมั๊ย” ชายหนุ่มหน้าเข้มที่หากไม่ยิ้มจะดูดุดัน แต่ยามนี้มือที่วางลงบนศีรษะของนิชคุณ ประกายตาอ่อนหวาน และน้ำเสียงที่อ่อนนุ่มที่ส่งผ่านไป มันกลับทำให้คนหน้าดุตรงหน้าดูอ่อนโยนอย่างน่าประหลาด อาจเป็นเพราะอิทธิพลของคำว่ารักสินะ
“ไม่เลยฮะ วันนี้ผมกินข้าวกลางวันช้าเลยยังอิ่มอยู่เลย”
“อย่างนี้ทุกที เดี๋ยวก็เป็นโรคกระเพาะอีกหรอก นายนี่มันน่านักนะ” แม้จะบ่น แต่เสียงก็ยังปนด้วยความเอ็นดู มือหนาขยี้ลงบนกลุ่มผมสีน้ำตาลหนานุ่มนั่นเล่นอย่างเบามือ
“เอ้อออ แทคยอน จุนซูฮยองมาด้วยล่ะ” นิชคุณผละจากคนตรงหน้าเดินมาจูงมือผมเข้าไปร่วมวงสนทนาที่ก่อนหน้าเหมือนว่าจะมีเพียงทั้งคู่อยู่ในโลกส่วนตัว
“ไม่เจอนานเลยนะจุนซู” แทคยอนเอ่ยทักทาย พร้อมกับเอื้อมมือมาจับหัวผมด้วยความเคยชิน แต่เพียงแค่นั้น เพียงปลายนิ้วที่สัมผัสผ่านแม้เพียงปลายเส้นผม แต่ทำไมความรู้สึกมันถึงได้เหมือนกระแสไฟแล่นผ่านไปจนถึงหัวใจผมได้ขนาดนี้นะ....
5 ปีก่อน
“จุนซู เดี๋ยววันนี้เพื่อนชั้นจะมากินเหล้าที่ห้องนะ” เสียงชานซองผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและรูมเมทของผมเอ่ยปากบอก เปล่าเลยมันไม่เคยคิดจะขออนุญาต ที่บอกนี่ก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว มันแค่จะให้ผมรับรู้ก็เท่านั้นว่าวันนี้จะมีแขกมาที่ห้อง แต่ผมเองก็ชินเสียแล้วกับพฤติกรรมแบบนี้ เพราะถึงชานซองจะขี้เมาหรือชอบทำห้องรกแค่ไหน แต่ชานซองถือว่าเป็นเพื่อนที่จริงใจมากที่สุดเท่าที่ผมเคยมีมา เพราะฉะนั้นไม่ว่าชานซองจะทำอะไร ผมก็ไม่เคยนึกโกรธเลยซักครั้ง อย่างน้อยชานซองก็รู้ว่าผมชอบหรือไม่ชอบอะไร และอะไรที่ผมไม่ชอบ ชานซองจะไม่เคยทำ
ก๊อก ก๊อก ก๊อก..
“จุนซู เพื่อนชั้นมาแล้วแน่ๆเลย วานเปิดประตูให้หน่อยสิ เดี๋ยวแต่งตัวเสร็จแล้วจะออกไป” เสียงชานซองตะโกนออกมาจากในห้องนอน ผมจำต้องลุกออกจากโซฟาหน้าทีวีเดินไปเปิดประตูให้แขกผู้มาเยือน ที่ผมเองก็จำไม่หวาดไม่ไหวว่าใครเป็นใครบ้าง เพราะเพื่อนของชานซองมีเยอะเหลือเกิน
“เชิญครับ” ผมเดินไปเปิดประตู และรอรับเสียงเซ็งแซ่ ผมนึกว่าเพื่อนชานซองจะมากันหลายคนเหมือนทุกครั้ง แต่เปล่าเลย วันนี้แค่คนเดียว มีคนมาแค่คนเดียว ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ผิวสีแทนที่ใส่เสื้อผ้าสีตัดกันอย่างที่ถ้าเป็นผม ผมคงไม่กล้าพาตัวเองออกมาจากบ้านในสภาพนี้แน่ๆ ผู้ชายตรงหน้าส่งรอยยิ้มที่ยิ้มจนเกิดรอยตีนแมวขึ้นที่สองข้างตามาให้ ผมถอยหลังให้แขกเดินเข้าบ้านก่อนจะปิดประตูตามหลังเข้ามา
“นายนั่งรอแป๊บนึงนะ ชานซองไปอาบน้ำ เดี๋ยวก็ออกมาแล้ว” ผมเอ่ยปากบอก ก่อนจะกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง สักพักชานซองก็เดินออกมา
“เฮ้ย แทค โทษทีว่ะ เพิ่งอาบน้ำเสร็จ” ชานซองเอ่ยทักทายเพื่อนก่อนจะเดินเลยเข้าครัวไปหยิบเบียร์ที่แช่เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาในตู้เย็นออกมา 3-4 กระป๋อง
“เอ้อ จุนซู นี่แทคยอนเพื่อนที่คณะชั้นเอง ส่วนแทคยอนนี่ก็จุนซูเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็กๆของชั้น รู้จักกันไว้ซะนะ”
...........
.....
..
“จุนซู จุนซู เฮ้ จุนซู” เสียงเรียกทำให้ผมหลุดออกจากความคิดของตัวเองกลับมาหาบทสนทนาตรงหน้า
“นายว่าอะไรนะ ขอโทษทีชั้นคิดอะไรเพลินไปหน่อย”
“ชั้นถามนายว่า ชานซองเป็นยังไงบ้าง ไม่มาเหรอ”
“อ๋อ ชานเหรอ ชานต้องบินไปดูงานที่ต่างประเทศน่ะ บ่นใหญ่ว่าเสียดาย แล้วนายเป็นไงมั่ง สบายดีใช่มั๊ย” ผมตอบกลับไปก่อนจะเอ่ยปากถามสารทุกข์สุขดิบของคนตรงหน้า แทคยอนดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ต่างจากสมัยเรียนลิบลับ ทั้งที่เวลาก็ผ่านมาไม่กี่ปี
“ชั้นก็สบายดี คิดถึงนายกับชานซองตลอดแหละ เอาไว้มีเวลานัดเจอกันซักทีก็ดีนะ คิดถึงบรรยากาศเก่าๆ”
แทคยอนตอบกลับมาพร้อมรอยยิ้มกวนๆตามแบบฉบับ รอยยิ้มนั่นคงเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ผมพยักหน้ายิ้มรับ ก่อนจะขอตัวเดินแยกออกมา ปล่อยให้แทคยอนกับนิชคุณกลับเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวของทั้งคู่ โดยที่ไม่ต้องมีก้างอย่างผมไปยืนเกะกะ บางทีผมเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าที่ขอแยกออกมาเป็นเพราะผมไม่อยากเห็นภาพบาดตานั่นเองรึเปล่า
..........
.......
.....
....
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูตอนเช้าวันเสาร์แบบนี้ จะเป็นใครได้อีกถ้าไม่ใช่แทคยอน ผมละออกจากหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อเดินไปเปิดประตูห้องให้เพื่อนของชานซอง ที่ตอนนี้กลายเป็นเพื่อนของผม และเป็นแขกประจำของห้องเราไปเสียแล้ว
“มาทำไมแต่เช้าเนี่ย” ผมเอ่ยปากถามไปอย่างงั้น เพราะรู้เหตุผลอยู่แล้วว่าแทคมาทำไม จะอะไรได้ถ้าไม่ใช่มาเล่นเกมส์
“ชานซองยังไม่ตื่นเหรอ” แทนที่จะตอบกลับเอ่ยปากถามกลับแบบไม่รอคำตอบอะไร พูดจบแทคยอนก็ตรงเข้าไปเปิดทีวีและเครื่องเล่นเกมส์ ระหว่างปล่อยรอบู๊ธเครื่อง เจ้าตัวก็ตรงดิ่งเข้าไปในห้องนอนของชานซองเพื่อปลุกเพื่อนซี้ขึ้นมาเล่นเกมส์ด้วยกันแต่เช้า
เสียงโหวกเหวกโวยวายของหมีจอมตะกละที่เวลาหิวกับเวลานอนไม่มีใครกล้าแหย่ นอกจากแมวตัวยักษ์ที่ไซส์พอฟัดพอเหวี่ยงกันเท่านั้นแหละที่จะกล้าเข้าไปรังควานดังลอดออกมา ก่อนที่เจ้าของห้องจะเดินงัวเงียหน้าบูดออกมาจากห้องเพราะโดนปลุกแต่เช้า
“แม่มมม เมิงจะขยันมาทำไมแต่เช้าวะ วันนี้วันเสาร์นะเว้ยยยย” ชานซองเดินมาล้มเผละลงที่โซฟาหน้าทีวี คว้าหมอนไปกอดแล้วล้มตัวลงนอนต่อ ปล่อยให้เพื่อนซี้วุ่นวายอยู่กับเครื่องเล่นเกมส์ หาแผ่นเกมส์ อยู่คนเดียว จะว่าเหมือนแกล้งก็ได้ พอปลุกชานซองออกมาจากเตียงได้ แทคยอนก็เลิกสนใจว่าเจ้าหมีตะกละเตียงจะลุกมาเล่นเกมส์ด้วยมั๊ย เพราะสุดท้ายแทคยอนก็เล่นเกมส์คนเดียวอยู่ดี เหมือนแค่อยากแกล้งให้ไอ้หมีมันไม่ได้นอนสบายๆแค่นั้นแหละ
“จุนซู ในตู้เย็นมีอะไรกินบ้างอ่ะ” เสียงแทคยอนตะโกนถามหาของกิน โดยที่สายตาไม่ได้ละออกมาจากหน้าจอเลยซักวินาที
“มีนม กับแอปเปิ้ลมั๊ง หรือถ้าจะเอาหนักท้องก็รามยองอ่ะ”
“จุนซูจ๋า ต้มรามยองให้กินหน่อยสิ นะ นะ น๊า” มาอีกแล้วครับ ไอ้เสียงออดอ้อนแบบนี้ เวลาอยากให้ทำอะไรให้ แทคยอนเป็นต้องใช้มุกแมวเหมียวขี้อ้อนกับผมทุกที อยากจะเอ่ยปากถามเหลือเกินว่า เมิงไม่มีขาเหรอครับ แต่สุดท้ายคนใจอ่อนอย่างผมก็ยอมตามใจไอ้หมีแมวคู่นี้ทุกทีไป บางครั้งผมก็นึกขำตัวเองว่าตกลงนี่ผมเป็นเพื่อนพวกมันหรือว่าเป็นแม่พวกมันกันแน่
“แทค ชาน รามยองเสร็จแล้ว ลุกไปกินไป๊” ผมออกมาเรียกให้พวกมันไปกินหลังจากเข้าครัวไปตั้งน้ำต้มรามยองให้พวกมันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“ยกมาให้หน่อยดิ” คราวนี้เป็นชานซองที่มันเริ่มติดนิสัยขี้เกียจของแทคยอนหนักขึ้นทุกวันๆ
“ลุกเดินกันมั่งเถอะ จะเป็นง่อยอยู่ละ แม่ง” ผมส่ายหัวระอากับบรรดาเด็กโข่งประจำห้อง ก่อนจะเดินหนีไปนั่งเล่นอินเตอร์เน็ตต่อ กว่าไอ้หมีแมวคู่นี้มันจะลุกไปกินรามยองที่ต้มไว้ รามยองก็อืดได้ที่กำลังดี
“เออ จุนซู วันนี้แม่กับพ่อกูนัดไปกินข้าว คงไม่ได้กลับมานอนห้องนะ” ชานซองที่กำลังกินรามยองเงยหน้าขึ้นมาตะโกนบอกผม
“อือ ฝากสวัสดีคุณลุงคุณป้าด้วยนะ”
ชานซองพยักหน้ารับคำผมก่อนจะหันกลับไปถามแทคยอน “เดี๋ยวมึงจะออกไปพร้อมกูเลยป่าววะแทค”
“ไม่อ่ะ คืนนี้มึงไม่อยู่ห้องมึงก็ว่างดิ คึคึคึ กูนอนเล่นเกมส์อยู่นี่ดีกว่า กลับห้องก็ไม่มีอะไรทำ”
“เออๆ ตามใจมึง เดี๋ยวกินเสร็จกูจะไปละนะ”
หลังกินรามยองเสร็จ ชานซองก็ลุกไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมออกไปข้างนอก
“ไปละนะ อยู่กันสองคนอย่าตีกันล่ะ” ชานซองหันกลับมาโบกมือร่ำลาผมสองคนก่อนจะเดินออกไป
หลังชานซองออกไป ห้องทั้งห้องก็กลับมาอยู่ในความเงียบ มันเป็นแบบนี้เกือบทุกครั้งที่เราสองคนอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ปราศจากคำพูด ปราศจากการยิ้ม เล่นหรือหัวเราะ แต่ผมกลับชอบช่วงเวลาแบบนี้ที่สุด ผมชอบที่ได้อยู่กับแทคยอนแบบนี้โดยที่ไม่ต้องมีคำพูดอะไรระหว่างเรา แต่มันกลับไม่อึดอัดเลยซักนิด
ใช่ครับ ผมแอบชอบแทคยอน ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นตอนไหนผมเองก็บอกไม่ถูก และไม่รู้ที่มา แทคยอนที่เหมือนจะเอาแต่ลั้ลลาไปวันๆ แต่แทคยอนคนนี้กลับเป็นคนที่คอยถามไถ่อาการและดูแลผมทุกครั้งที่ภูมิแพ้ผมกำเริบ
แทคยอนที่รู้ว่าผมไม่ชอบอยู่คนเดียว และจะมาอยู่เป็นเพื่อนผมทุกครั้งในวันที่ชานซองไม่อยู่บ้าน เมื่อก่อนผมเคยคิดว่าที่แทคยอนมาบ้านผมบ่อยๆคงเป็นเพราะมาเล่นเกมส์กับชานซอง แต่ช่วงหลัง ถึงชานซองจะไม่อยู่แทคก็ยังมาที่บ้าน หลายครั้งที่ไม่ได้มาเล่นเกมส์ พอมาถึงก็เอาแต่นอนหลับบนโซฟา ตั้งแต่เช้าจรดเย็น และทั้งวัน เราสองคนพูดกันแทบไม่เกิน 10 ประโยค
ความสัมพันธ์ของผมกับแทคยอนเป็นแบบนี้อยู่เกือบสองปี หลายครั้งผมอดคิดไม่ได้ว่าหัวใจของเราอาจจะรู้สึกตรงกัน จนกระทั่งวันหนึ่งตอนที่พวกเราอยู่ปีสาม
“เฮ้ยๆๆ ชานซองๆๆ เมื่อกี๊ชั้นเห็นรุ่นน้องคนนึงอ่ะ น่ารักมาก ตากลมโต ผิวขาวมาก โครตน่ารักอ่ะ จุนซูนายรู้จักน้องเค้ารึป่าว” แทคยอนวิ่งกระหืดกระหอบมาหาพวกเราที่ห้องในเย็นวันหนึ่ง
หลังจากฟังประโยคคำถามจบ ใจของผมมันปวดหนึบขึ้นมาทันที มันไม่ได้เศร้าจนถึงขั้นที่น้ำตาจะไหล แต่ก็ยิ้มได้ไม่เต็มที่นัก
“น้องคนไหนวะ” ชานซองที่กำลังนั่งกินกล้วยอยู่หันกลับไปถาม
“ก็น้องที่เรียนคณะมนุษย์ไง ถ้าจำไม่ผิดน้องน่าจะชื่อคุณ คณะเดียวกับนายนี่จุนซู รู้จักป่าววะ แนะนำให้หน่อยดิ” แทคยอนหันกลับมาถามผมต่อทันที
“อ๋อ น้องคุณ รู้จักดิ น้องเค้าเป็นถึงเดือนคณะเลยนี่หว่า”
“เหรอๆๆ น้องเค้ามีแฟนรึยังวะ แนะนำหน่อยดิ เดี๋ยวสานต่อเอง” พอได้ยินคำตอบ แทคยอนก็รีบย้ายก้นตัวเองจากโซฟาด้านหนึ่งมานั่งข้างผมในทันที พร้อมกับเอาหัวมาเกยที่ไหล่ผมอย่างออดอ้อน
“อือๆๆ เดี๋ยวไว้จะแนะนำให้รู้จักละกันนะ”
“โอ๊ย จุนซูววว นายอยากกินอะไรเดี๋ยวชั้นเลี้ยงนายเลย ขอบคุณมาก” พูดจบเจ้าตัวก็ยื่นหน้ามาหอมแก้มผมฟอดใหญ่ นายจะรู้มั๊ยแทค ว่ายิ่งนายทำแบบนี้มันยิ่งทำให้ชั้นเจ็บมากขึ้นกว่าเดิมซะอีกนะ
หลังจากนั้นสองสามวันผมก็ไปลากนิชคุณมาแนะนำทำความรู้จักกับแทคยอนและชานซองจนได้ และเพียงไม่นาน นิชคุณก็กลายมาเป็นน้องรักของกลุ่มพวกเรา กลายเป็นแขกขาประจำของบ้านเรา และสุดท้ายก็กลายมาเป็นแฟนของแทคยอนอย่างเป็นทางการ และผมคิมจุนซูก็อกหักไปตามระเบียบ
ผมคิดว่าผมคงไม่เป็นไร เพราะผมเคยชิน และได้ยินเรื่องคนนั้นคนนี้ของแทคมาตลอดสองปีที่รู้จักกัน แต่ไม่เคยมีคนไหนที่แทคยอนจะพูดเต็มปากเต็มคำว่าเป็นแฟน นอกจากนิชคุณ
แต่เพราะนิชคุณน่ารัก และเป็นน้องที่ผมรักอีกคนนึง ผมคงทำอะไรไม่ได้นอกจากจะอวยพรให้ทั้งคู่ และตัดใจออกมาเงียบๆ หลังเรียนจบพวกเราแยกย้ายกันไปทำงาน และไม่ค่อยได้เจอกันอีก ผมย้ายกลับไปทำงานที่แดกู และคิดว่าคงจะตัดใจจากแทคยอนได้แล้ว แต่เปล่าเลย วันนี้ที่ผมต้องกลับมาเจอแทคยอนอีก หัวใจผมสั่นไหวอย่างประหลาด แต่อีกไม่นานผมหวังว่าผมคงจะเจอใครซักคนที่จะรักและดูแลผม เหมือนที่แทคยอนดูแลนิชคุณ และทำให้ผมลืมผู้ชายผิวเข้มยิ้มสวยคนนั้นในซักวัน
ผมแยกตัวออกมาจากงานเลี้ยงโดยไม่ได้กลับไปร่ำลาแทคยอนกับนิชคุณ ผมเดินออกมาและพบว่าหิมะแรกของปีกำลังโปรยปราย มันคงเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับการเริ่มต้นใหม่ใช่มั๊ยครับ
.......
...
..
ผลั่ก!!
“ขอโทษครับ คุณเจ็บตรงไหนรึป่าว” ผมเงยหน้ามองตามเสียงของคนที่วิ่งมาชนจนผมหงายหลังลงไปกับพื้นถนน และผมก็พบกับดวงตาเล็กๆ พร้อมแก้มป่องๆขาวๆ และรอยยิ้มที่ผมรู้สึกว่ามันช่างเหมาะกับปุยหิมะที่กำลังพัดพามายามนี้เหลือเกิน
“คุณครับ เจ็บรึป่าวครับ ผมขอโทษ” ผู้ชายคนข้างหน้ายังคงถามไถ่อาการของผมพร้อมกับยื่นมือมาช่วยดึงให้ผมลุกขึ้น ผมส่ายหัวแทนคำตอบ
“ผมขอโทษจริงๆ ให้ผมเลี้ยงกาแฟไถ่โทษนะครับ” อาจเป็นเพราะผมเงียบไปไม่ได้ตอบ เค้าเลยเอามือเกาท้ายทอย ส่งรอยยิ้มเขินๆออกมา ก่อนจะเอ่ยปากออกมาอีกรอบ
“เอ่อออ ..พี่จุนซูให้ผมเลี้ยงกาแฟไถ่โทษนะครับ” ผมทำหน้าประหลาดใจที่เค้ารู้จักชื่อของผม และคงเพราะผมทำหน้าแบบนั้นเค้าเลยรีบอธิบายออกมาอีก
“ผมจางอูยองรุ่นน้องที่คณะที่ไงครับ เอ่อ...ไปกินกาแฟกันนะครับพี่” พูดจบแก้มอูมๆนั่นก็ขึ้นสีแดงตัดกับละอองหิมะสีขาว ผมยิ้มให้คนที่แนะนำว่าตัวเองเป็นรุ่นน้องผม ก่อนจะพยักหน้ารับคำไถ่โทษของคนวิ่งมาชน เจ้าของแก้มอูมยิ้มจนแก้มแทบแตกตอนที่ผมพยักหน้ารับ พร้อมกับชี้มือไปที่ร้านกาแฟตรงหน้า
ผมปล่อยให้อูยองจับจูงมือผมไปที่ร้านกาแฟ ละอองหิมะลอยลงมาปะทะกับใบหน้าผมและละลายหายไป วันนึงความรู้สึกที่ผมมีให้แทคยอนคงจะละลายหายไปเหลือไว้แต่ความเย็นจางๆบนใบหน้าเช่นกัน สวรรค์ครับผมพอจะหวังกับมือที่จูงผมอยู่ตอนนี้ได้มั๊ยครับ...สวรรค์ไม่มีคำตอบให้ผม แต่เด็กแก้มอูมที่ถือวิสาสะจูงมือผมอยู่ตอนนี้น่าจะตอบคำถามได้ดีกว่า ผมว่าผมมีเรื่องจะถามเค้าเยอะเลยล่ะ …..
Talk : ฟิคสั้นๆคั่นเวลามาอีกแล้วจ้า พลอตที่คิดได้ตอนนั่งรถตู้กลับบ้าน แต่ดองมาชาติกว่าๆ เพราะไม่รู้ว่าจะต่ออะไรยังไงตอนไหนดี กว่าจะจบออกมาในรูปแบบนี้ได้ ไรท์เตอร์คนนี้ก็นั่งเกาหัวแกรกๆไปหลายรอบเพราะกลัวคนอ่านจะไม่สนุก ติชมกันได้นะคะ ดีใจทุกครั้งที่เห็นคอมเม้นท์ขยับกระดุ๊กกระดิ๊ก ....ส่วนฟิคแฟนตาซีจะรีบไปเข็นๆตอนสี่ออกมาต่อเด้อจ้า เอาเรื่องนี้มาสังเวยก่อนชั่วคราว เอิ๊กๆๆ ไปแต่งต่อล่ะจ้า